รายงานพฤติกรรมการใช้จ่ายของคนไทย 2026 ฉบับเต็ม 30 หน้า ข้อมูลพฤติกรรมการใช้จ่ายคนไทยครบทุกกราฟ แยกตามรายได้ เพศ และ Gen
ตัวเลขการใช้จ่ายของคนไทยปี 2026 ในบทความนี้มาจากรายงาน “พฤติกรรมการใช้จ่ายของคนไทย 2026” ของ Crowdabout ที่เก็บข้อมูลจากคนไทย 1,089 คน อายุ 18-61 ปี รายได้ส่วนตัว 7,000-50,000 บาทต่อเดือน ในเดือนสิงหาคม 2026 รายงานถามตั้งแต่เรื่องเงินพอใช้ถึงสิ้นเดือนไหม หมวดไหนตัดก่อน หมวดไหนยอมจ่ายแพงขึ้น ไปจนถึงหาข้อมูลจากไหนก่อนซื้อ
Key Takeaway
- คนรายได้ 7,000-19,999 บาทต่อเดือน เกือบหนึ่งในสามใช้เงินหมดพอดีในเดือนที่ผ่านมา ส่วนคนรายได้ 20,000-50,000 บาท อยู่ที่ราวหนึ่งในห้า
- เมื่อเงินตึง ผู้บริโภคไทยตัดกินข้าวนอกบ้าน ท่องเที่ยว และเสื้อผ้าแฟชั่นก่อน ส่วนของใช้ในบ้านกับยาสามัญแทบไม่มีใครตัด
- ความงาม ยาสามัญ ของใช้ในบ้าน และอาหารเสริม เป็นสี่หมวดที่คนเกิน 30% ยังยอมจ่ายแพงขึ้นเพื่อของที่ดีกว่า
- รีวิวและคะแนนดาวเป็นแหล่งข้อมูลก่อนซื้อที่คนใช้มากที่สุด แต่คำแนะนำจากครอบครัวและเพื่อนได้คะแนนความเชื่อถือสูงสุด
- Gen Z (อายุ 18-29 ปี) มองการเงินปีหน้าดีกว่า Gen อื่น สามในสี่คาดว่าจะดีขึ้น
ผู้ตอบทุกคนผ่านการยืนยันตัวตนในพาเนลผู้บริโภค Crowdster และตัวเลขรวมทุกตัวปรับให้ผู้ชายกับผู้หญิงมีน้ำหนักเท่ากัน ถ้าต้องการพื้นฐานก่อนว่าทำไมแบรนด์ต้องติดตามเรื่องนี้ อ่านต่อได้ที่พฤติกรรมผู้บริโภคคืออะไร และสำคัญแค่ไหน
ก่อนอ่านตัวเลข รายงานแบ่งกลุ่มไว้แบบนี้
- กลุ่มรายได้น้อย รายได้ส่วนตัว 7,000-19,999 บาทต่อเดือน
- กลุ่มรายได้สูงกว่า รายได้ส่วนตัว 20,000-50,000 บาทต่อเดือน
- Gen Gen Z อายุ 18-29 ปี, Gen Y อายุ 30-45 ปี และ Gen X อายุ 46-61 ปี
พฤติกรรมการใช้จ่ายคนไทยปี 2026 เป็นอย่างไร
พฤติกรรมการใช้จ่ายคนไทยปี 2026 เป็นการประคองรายจ่ายจำเป็นไว้ แล้วตัดรายจ่ายตามใจก่อน จากผลสำรวจคนไทย 1,089 คนเมื่อสิงหาคม 2026 ราวหนึ่งในสี่ (26.5%) ใช้เงินหมดพอดีในเดือนที่ผ่านมา เมื่อเงินตึง หมวดที่ถูกตัดก่อนคือกินข้าวนอกบ้าน ท่องเที่ยว และเสื้อผ้าแฟชั่น ส่วนความงาม ยาสามัญ ของใช้ในบ้าน และอาหารเสริม ยังมีคนมากกว่า 30% ยอมจ่ายแพงขึ้นเพื่อของที่ดีกว่า
เงินพอใช้ถึงสิ้นเดือนไหม: สถานะการเงินปลายเดือน
รายงานถามผู้ตอบว่า “เดือนที่ผ่านมา รายได้ส่วนตัวเพียงพอกับค่าใช้จ่ายจนถึงสิ้นเดือนหรือไม่” แล้วแบ่งเป็นสี่กลุ่มตามคำตอบ เรียกรวมว่า “กลุ่มสถานะปลายเดือน” ตัวเลขในตารางคิดจากฐานของแต่ละกลุ่มรายได้
| สถานะปลายเดือน | กลุ่มรายได้น้อย | กลุ่มรายได้สูงกว่า |
|---|---|---|
| มีเงินเหลือ | 48.1% | 65.8% |
| ใช้หมดพอดี | 31.5% | 20.2% |
| ไม่พอ ต้องใช้เงินเก็บ | 13.5% | 9.2% |
| ต้องกู้ยืม | 6.8% | 4.7% |
กลุ่มที่ใช้เงินหมดพอดีมีเงินสำรองน้อย ถ้ารายได้หยุดลง 64.1% ของกลุ่มนี้มีเงินเก็บอยู่ได้ไม่ถึงหนึ่งเดือน ส่วนกลุ่มที่มีเงินเหลืออยู่ที่ 19.3% สภาพเงินปลายเดือนแบบนี้เป็นฉากหลังของการใช้จ่ายของคนไทยในหมวดอื่น ๆ ที่เล่าต่อจากนี้
ถ้าต้องใช้เงินฉุกเฉิน 10,000 บาท จะหาจากไหน
กลุ่มที่มีเงินเหลือ 85.8% ใช้เงินเก็บของตัวเองได้ กลุ่มที่ใช้หมดพอดีแบ่งกันเกือบครึ่งต่อครึ่ง 49.4% ใช้เงินเก็บ อีก 46.0% ต้องพึ่งครอบครัวหรือเพื่อน ส่วนกลุ่มที่ต้องกู้ยืม มีแค่ 12.7% ที่ใช้เงินเก็บของตัวเองได้ และ 20.0% ไม่รู้ว่าจะหาเงินจากไหน
บริการ Buy Now Pay Later (BNPL) ใช้กันแค่ไหน
BNPL ในรายงานนับรวมบริการอย่าง SPayLater, LazPayLater และการผ่อนผ่านบัตรเครดิต กลุ่มรายได้น้อย 42.9% ไม่เคยใช้เลย ส่วนกลุ่มรายได้สูงกว่ามีคนไม่เคยใช้ 25.7% และใช้เพื่อรับส่วนลดหรือผ่อน 0% มากกว่า (28.2% เทียบกับ 15.4%)
ความต่างชัดที่สุดอยู่ที่สถานะปลายเดือน กลุ่มที่ต้องกู้ยืมใช้ BNPL 77.8% และ 43.0% ใช้เป็นประจำเพื่อรอเงินเดือน ส่วนกลุ่มที่มีเงินเหลือใช้ BNPL 62.2% และใช้เป็นประจำเพียง 15.4%
หมวดที่คนไทยตัดก่อน และหมวดที่ยังไม่ยอมตัด
ผู้ตอบจัดอันดับรายจ่าย 12 หมวดสองรอบ รอบแรกเลือกสามหมวดที่จะตัดก่อนถ้าเงินเริ่มตึง รอบที่สองเลือกสามหมวดที่ไม่มีวันตัด รายงานยังถามด้วยว่าหมวดไหนเปลี่ยนแบรนด์บ่อย และหมวดไหนยอมจ่ายแพงขึ้นเพื่อของที่ดีกว่า
| หมวด | จะตัดก่อน | เปลี่ยนแบรนด์บ่อย | ยอมจ่ายแพงขึ้น |
|---|---|---|---|
| กินข้าวนอกบ้าน | 56.9% | 30.9% | 15.9% |
| ท่องเที่ยว | 50.5% | 27.2% | 18.3% |
| เสื้อผ้าแฟชั่น | 47.5% | 32.8% | 23.5% |
| สตรีมมิ่ง | 32.5% | 20.4% | 10.8% |
| อิเล็กทรอนิกส์ | 22.9% | 21.0% | 20.3% |
| ฟิตเนส | 21.5% | 17.6% | 9.1% |
| ความงาม | 18.5% | 21.1% | 35.3% |
| อาหารเสริม | 13.5% | 19.9% | 30.6% |
| งานอดิเรก | 13.3% | 17.4% | 17.4% |
| ขนม | 10.9% | 29.6% | 18.2% |
| ยาสามัญ | 5.5% | 16.0% | 34.9% |
| ของใช้ในบ้าน | 4.6% | 24.0% | 31.2% |
ฝั่งที่ไม่มีวันตัด ของใช้ในบ้านถูกเลือกมากที่สุด (48%) ตามด้วยยาสามัญ (38%) และขนม (32%) ส่วนผู้ชายตัดท่องเที่ยวก่อนมากกว่าผู้หญิงชัดเจน 58.4% เทียบกับ 44.0%
เมื่อเอาสัดส่วนคนที่จะตัดก่อนมาวางคู่กับสัดส่วนคนที่เปลี่ยนแบรนด์บ่อย โดยใช้ค่ากลางของทั้ง 12 หมวดเป็นเส้นแบ่ง รายจ่ายของผู้บริโภคไทยแยกได้เป็นสี่แบบ
ตัดบ่อย เปลี่ยนแบรนด์บ่อย: กินข้าวนอกบ้าน ท่องเที่ยว เสื้อผ้าแฟชั่น แบรนด์ในสามหมวดนี้เสียลูกค้าได้ทั้งสองทาง ลดราคาให้ลึกขึ้นแก้ได้ไม่ครบ ต้องรู้ก่อนว่าลูกค้าลดการใช้จ่ายเพราะอะไร แล้วค่อยตัดสินใจเรื่องราคา
ตัดบ่อย เปลี่ยนแบรนด์น้อย: สตรีมมิ่ง อิเล็กทรอนิกส์ ฟิตเนส ผู้บริโภคยอมเลิกใช้ แต่แทบไม่ย้ายไปแบรนด์อื่น ความเสี่ยงจึงอยู่ที่ลูกค้าเลิกใช้ไปเลย มากกว่าการเสียลูกค้าให้คู่แข่ง งานหลักคือรักษาลูกค้าเดิมและดูทุกเดือนว่ามีคนเลิกใช้เท่าไหร่
ตัดน้อย เปลี่ยนแบรนด์บ่อย: ขนม ของใช้ในบ้าน ความงาม คนยังซื้อหมวดนี้ต่อ แต่สลับแบรนด์ไปมา แบรนด์จึงแข่งกันเองในหมวดที่คนซื้ออยู่แล้ว ตัวเลขที่ควรตามคือลูกค้าเปลี่ยนไปใช้แบรนด์อื่นบ่อยแค่ไหน ผ่านการวัดสุขภาพแบรนด์เทียบคู่แข่ง
ตัดน้อย เปลี่ยนแบรนด์น้อย: ยาสามัญ อาหารเสริม งานอดิเรก เป็นหมวดที่ลูกค้าทั้งซื้อต่อและใช้แบรนด์เดิม
สินค้าที่คนไทยยังยอมจ่ายแพงขึ้นแม้ต้องประหยัด
รายงานถามว่า “สินค้าหรือบริการประเภทไหนที่คุณยอมจ่ายแพงกว่าเพื่อซื้อของเกรดดีหรือพรีเมียม แม้อยู่ในช่วงที่ต้องประหยัดเงิน” ให้เลือกได้สูงสุดสามข้อ หมวดที่ได้เกิน 30% มีสี่หมวด คือความงาม (35.3%) ยาสามัญ (34.9%) ของใช้ในบ้าน (31.2%) และอาหารเสริม (30.6%)
หมวดความงามคำตอบขึ้นกับเพศและอายุมาก ผู้หญิง 50.7% ยอมจ่ายแพงขึ้นเพื่อความงาม ผู้ชายอยู่ที่ 17.9% แยกตาม Gen แล้ว Gen Z อยู่ที่ 42.5% Gen X อยู่ที่ 18.9% และในผู้หญิง Gen Z ตัวเลขขึ้นไปถึง 56.4%
การใช้จ่ายของคนไทยกลุ่มที่เงินตึงก็เลือกของดีเหมือนกัน แค่เลือกคนละหมวด กลุ่มที่ใช้เงินหมดพอดียอมจ่ายแพงขึ้นเพื่อยาสามัญ 44.3% มากกว่ากลุ่มที่มีเงินเหลือ (30.0%) แต่ยอมจ่ายแพงขึ้นเพื่อท่องเที่ยวแค่ 12.2% เทียบกับ 21.6%
💡 ข้อเสนอสำหรับแบรนด์ในสี่หมวดนี้: แบรนด์อาจไม่ต้องลดราคาเพื่อรักษาลูกค้า แต่ต้องบอกให้ชัดว่าดีกว่าตรงไหน เช่น ส่วนผสม ผลลัพธ์ หรือการรับรองจากผู้เชี่ยวชาญ ส่วนหมวดความงามควรวางแผนแยกชายหญิง
คนไทยหาข้อมูลจากไหนก่อนตัดสินใจซื้อ
แหล่งที่ผู้บริโภคไทยใช้หาข้อมูลก่อนซื้อมากที่สุดคือรีวิวและคะแนนดาว (60.9%) ตามด้วยคลิปสั้น (53.5%) เสิร์ช (43.0%) โซเชียลมีเดีย (40.2%) และ AI (30.1%) แต่เมื่อให้คะแนนความเชื่อถือจาก 1 ถึง 5 ครอบครัวและเพื่อนได้สูงสุดที่ 3.66 ทั้งที่มีคนใช้แค่ 25.5% ส่วนอินฟลูเอนเซอร์ได้ต่ำสุดที่ 3.12
ผู้หญิงดูคลิปสั้นก่อนซื้อมากกว่าผู้ชาย (60.7% เทียบกับ 46.2%) ผู้ชายใช้เสิร์ชมากกว่า (52.3% เทียบกับ 33.5%) แยกตาม Gen แล้ว Gen Z ดูคลิปสั้น 59.9% Gen X ใช้เสิร์ช 53.3% ส่วนกลุ่มรายได้สูงกว่าใช้ AI หาข้อมูลก่อนซื้อ 36.0% มากกว่ากลุ่มรายได้น้อยที่อยู่ที่ 25.3%
เหตุผลที่ทำให้ยกเลิกการซื้อ
ผู้ชายยกเลิกการซื้อเพราะเจอค่าใช้จ่ายแฝงมากที่สุด (54.9%) ส่วนผู้หญิงอันดับแรกคือ “คิดว่าไม่จำเป็นแล้ว” (49.5%) ตามด้วยค่าใช้จ่ายแฝง (46.6%) ส่วนเจอรีวิวไม่ดีอยู่ที่ราว 41-45% ทั้งสองเพศ ใครอยากเห็นตัวอย่างการไล่หาเหตุผลแบบนี้ในสินค้าหมวดเดียว ดูได้ที่เหตุผลที่ลูกค้าไม่ซื้อเสื้อผ้าออนไลน์
การใช้จ่ายของคนไทยแยกตาม Gen
พฤติกรรมการใช้จ่ายคนไทยเปลี่ยนไปตามช่วงชีวิต เห็นได้จากรายจ่ายที่แต่ละ Gen มองว่าเป็นภาระ Gen Z เลือกที่อยู่อาศัยและค่าเช่า (34.7%) กับกินข้าวนอกบ้าน (34.3%) เป็นภาระสามอันดับแรกพอ ๆ กัน Gen Y เลือกภาระครอบครัวและอนาคต 36.7% และ Gen X เลือกข้อเดียวกันนี้ 41.3%
มุมมองต่อการเงินใน 12 เดือนข้างหน้าก็ต่างกันตามอายุ Gen Z คาดว่าจะดีขึ้น 74.9% Gen Y 61.8% และ Gen X 48.6% Gen X ในรายงานมีผู้ตอบ 99 คน ตัวเลขของกลุ่มนี้จึงเหมาะกับการดูเป็นแนวโน้มคร่าว ๆ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
พฤติกรรมการใช้จ่ายคนไทยช่วงเงินตึง ตัดอะไรก่อน
จากผลสำรวจเดือนสิงหาคม 2026 หมวดที่คนไทยเลือกตัดก่อนมากที่สุดคือกินข้าวนอกบ้าน (56.9%) ท่องเที่ยว (50.5%) และเสื้อผ้าแฟชั่น (47.5%) ส่วนหมวดที่แทบไม่มีใครตัดคือของใช้ในบ้านและยาสามัญ
สินค้าหมวดไหนที่คนไทยยอมจ่ายแพงขึ้น
ความงาม ยาสามัญ ของใช้ในบ้าน และอาหารเสริม เป็นสี่หมวดที่คนเกิน 30% ยังยอมจ่ายแพงขึ้นเพื่อของที่ดีกว่า แม้อยู่ในช่วงที่ต้องประหยัด หมวดความงามผู้หญิงยอมจ่ายเพิ่มมากกว่าผู้ชายเกือบสามเท่า
คนไทยใช้ Buy Now Pay Later มากแค่ไหน
กลุ่มรายได้ 20,000-50,000 บาท ราวสามในสี่เคยใช้ ส่วนกลุ่มรายได้ 7,000-19,999 บาท เคยใช้เกือบหกในสิบ กลุ่มที่ต้องกู้ยืมเงินปลายเดือนใช้บ่อยที่สุด เกือบครึ่งหนึ่งใช้เป็นประจำเพื่อรอเงินเดือน
รายงานพฤติกรรมการใช้จ่ายของคนไทย 2026 เก็บข้อมูลจากใคร
เก็บออนไลน์ผ่านพาเนล Crowdster เมื่อสิงหาคม 2026 จากคนไทยที่ยืนยันตัวตนแล้ว 1,089 คน อายุ 18-61 ปี รายได้ส่วนตัว 7,000-50,000 บาทต่อเดือน ผู้ตอบทุกคนผ่านการคัดกรองว่ามีส่วนร่วมในการตัดสินใจใช้จ่ายของครัวเรือน
แบรนด์ควรเอาข้อมูลพฤติกรรมการใช้จ่ายคนไทยไปใช้อย่างไร
เริ่มจากดูว่าหมวดของแบรนด์อยู่ในแบบไหนของสี่แบบ ตัดบ่อยหรือน้อย เปลี่ยนแบรนด์บ่อยหรือน้อย แล้วเลือกงานให้ตรง เช่น หมวดที่ตัดบ่อยแต่เปลี่ยนแบรนด์น้อยควรเน้นรักษาลูกค้าเดิม หมวดที่ยอมจ่ายแพงขึ้นควรเน้นบอกว่าของดีกว่าตรงไหน
สรุป
พฤติกรรมการใช้จ่ายคนไทยปี 2026 มีสามเรื่องที่ชี้ไปทางเดียวกัน กินข้าวนอกบ้านกับเสื้อผ้าแฟชั่นติดสามอันดับแรกทั้งเรื่องตัดก่อนและเปลี่ยนแบรนด์ ความงาม ยาสามัญ ของใช้ในบ้าน และอาหารเสริม ยังมีคนยอมจ่ายแพงขึ้นเกิน 30% และการใช้เงินหมดพอดีเจอได้ในทั้งสองกลุ่มรายได้
ตัวเลขชุดนี้บอกว่าผู้บริโภคในตลาดพูดถึงการใช้จ่ายของตัวเองอย่างไร แต่ยังไม่ได้บอกว่าลูกค้าของแบรนด์คุณมองแบรนด์คุณอย่างไร เรื่องนั้นต้องไปถามลูกค้ากลุ่มนั้นโดยตรง ผ่านการวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภคเชิงลึก
อยากรู้พฤติกรรมผู้บริโภคในแง่มุมอื่น ๆ
Crowdabout ออกแบบคำถามตามโจทย์ของแบรนด์คุณ แล้วเก็บข้อมูลจากผู้บริโภคจริงผ่านพาเนล Crowdster ปรึกษาครั้งแรกไม่มีค่าใช้จ่าย