Key Takeaway
- วิจัยพฤติกรรมผู้บริโภค คือการเก็บและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาเหตุผลเบื้องหลังการคิด ความรู้สึก และการตัดสินใจของลูกค้า ทั้งก่อนและหลังจ่ายเงิน
- กระบวนการหลักมี 3 ขั้นตอน คือ Research, Observe และ Analyse
- เครื่องมือวิจัยแต่ละแบบตอบคำถามคนละชนิด งานเชิงคุณภาพตอบว่า “ทำไม” งานเชิงปริมาณตอบว่า “เท่าไหร่”
- ข้อมูลจาก Zendesk CX Trends Report 2023 บอกว่าผู้บริโภคคาดหวังกับ AI สูงขึ้น และให้ค่ากับประสบการณ์ที่ต่อเนื่องกันทุกช่องทาง
- แบรนด์ที่ไปได้ไกลมักเริ่มจากการแก้ปัญหาเล็ก ๆ ของลูกค้าให้ตรงจุด ไม่ต้องรอทำแคมเปญใหญ่
- ถ้าธุรกิจของคุณยังไม่มีข้อมูลชุดนี้ ให้ Crowdabout ทำ Customer Insight ให้ เพื่อให้ทุกการตัดสินใจมีหลักฐานรองรับ
วิจัยพฤติกรรมผู้บริโภค คือกระบวนการเก็บข้อมูลและวิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อให้ธุรกิจรู้ว่าลูกค้าคิดอะไร รู้สึกอย่างไร และตัดสินใจซื้อด้วยเหตุผลชุดไหน ผลที่ได้คือ Customer Insight ที่เอาไปใช้ออกแบบสินค้า บริการ ราคา และข้อความสื่อสารได้ตรงกลุ่มขึ้น
ความต่างระหว่างการทำวิจัยกับการเดาใจลูกค้าอยู่ตรงหลักฐาน การเดาให้คำตอบที่ฟังดูสมเหตุสมผลกับคนในบริษัท ส่วนงานวิจัยให้คำตอบที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าใครพูด กี่คนพูด และพูดในบริบทไหน
ทำไมธุรกิจต้องทำวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภคก่อนตัดสินใจ
ธุรกิจจำนวนมากเริ่มจากไอเดียของเจ้าของคนเดียว ไม่มีใครในทีมตั้งคำถามว่าลูกค้าต้องการอะไรกันแน่ ผลที่ตามมามีสามแบบ สินค้าไม่ตรงกับตลาด แคมเปญที่ไม่สร้าง Conversion และงบที่ใช้ไปโดยวัดผลกลับมาไม่ได้
การวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภคช่วยตัดความเสี่ยงตรงนี้ออกก่อนที่เงินจะออกจากบัญชี ธุรกิจ SME ที่มีงบจำกัดยิ่งได้ประโยชน์ เพราะงบก้อนเดียวพลาดหนึ่งครั้งใช้เวลาหาคืนนาน
คำถามที่ผลวิจัยตอบให้ได้มีตั้งแต่ระดับสินค้าไปจนถึงระดับช่องทาง
ระดับสินค้า ลูกค้าเทียบสินค้าของคุณกับอะไร และตัดสินใจด้วยเกณฑ์ไหน
ระดับราคา ราคาที่ลูกค้าบอกว่ายอมจ่าย ห่างจากราคาที่ตั้งอยู่ตอนนี้แค่ไหน
ระดับข้อความ เหตุผลที่ทำให้คนลองซื้อครั้งแรก กับเหตุผลที่ทำให้กลับมาซื้อซ้ำ มักเป็นคนละเรื่องกัน
ระดับช่องทาง ลูกค้าไปเจอสินค้าประเภทนี้ครั้งแรกที่ไหน แล้วหาข้อมูลต่อที่ไหน
“ข้อมูลยอดขายบอกได้ว่าลูกค้าทำอะไร ส่วนเหตุผลที่ทำให้เขาตัดสินใจแบบนั้น ต้องไปถามและไปดูเอง”
3 ขั้นตอนหลักของการวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภค
การศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคให้ได้ผลจริงต้องทำอย่างเป็นระบบ แบ่งเป็น 3 ขั้นตอน
1. Research ค้นหาข้อมูลเบื้องต้น
เริ่มจากการรวบรวมข้อมูลที่มีอยู่แล้วในองค์กร เช่น ประวัติการซื้อของลูกค้า ข้อมูลจาก Social Media และ Employee Voice หรือเสียงสะท้อนจากพนักงานที่คุยกับลูกค้าโดยตรง แหล่งสุดท้ายนี้มักถูกมองข้าม ทั้งที่พนักงานหน้าร้านและทีม Customer Service ได้ยินคำถามเดิมซ้ำทุกวัน
จากนั้นเอาข้อมูลที่รวบรวมได้มาตั้งเป็นคำถามสำหรับเก็บ Insight ในขั้นถัดไป จะได้ไม่เสียเวลาถามเรื่องที่มีคำตอบอยู่แล้ว
2. Observe สังเกตพฤติกรรมในสภาพแวดล้อมจริง
การสังเกตพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตประจำวันให้ข้อมูลที่เป็นธรรมชาติกว่าการถาม เพราะคนหลายคนอธิบายเหตุผลของตัวเองไม่ได้ครบ หรืออธิบายในแบบที่อยากให้คนอื่นได้ยิน
ข้อควรระวังคือความคลาดเคลื่อนที่เกิดขึ้นเมื่อผู้ถูกสังเกตรู้ตัว พฤติกรรมที่เห็นตอนนั้นอาจไม่ใช่พฤติกรรมปกติ วิธีลดปัญหาคือสังเกตซ้ำหลายรอบ และเทียบกับข้อมูลจากแหล่งอื่นก่อนสรุป
3. Analyse วิเคราะห์ข้อมูลอย่างเป็นเหตุเป็นผล
ขั้นสุดท้ายคือเอาข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์ เพื่อหาแก่นความคิดและความรู้สึกของกลุ่มเป้าหมาย ทั้งเรื่องที่เกี่ยวกับสินค้าโดยตรงและเรื่องรอบตัวที่ส่งผลต่อการตัดสินใจ แล้วเชื่อมกลับมาที่กลยุทธ์ของแบรนด์
ขั้นนี้ตัดสินว่างานวิจัยจะถูกใช้งานหรือถูกเก็บเข้าลิ้นชัก รายงานที่จบด้วยตารางเปอร์เซ็นต์อย่างเดียว ทีมจะไม่รู้ว่าควรเริ่มแก้ตรงไหนก่อน
เลือกวิธีวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภคให้ตรงกับคำถามของธุรกิจ
เครื่องมือวิจัยไม่มีอันไหนดีที่สุดในทุกสถานการณ์ ให้เลือกจากคำถามที่ต้องการคำตอบ
งานเชิงคุณภาพ (Qualitative) เช่น In-depth Interview และ Focus Group เหมาะกับคำถามว่า “ทำไม” ใช้ตอนยังไม่รู้ว่าปัญหาคืออะไร หรือตอนอยากได้ภาษาที่ลูกค้าใช้จริงมาทำข้อความสื่อสาร กลุ่มตัวอย่างไม่ต้องเยอะ แต่ต้องคัดคนให้ตรงเงื่อนไข
งานเชิงปริมาณ (Quantitative) เช่น Online Survey เหมาะกับคำถามว่า “เท่าไหร่” ใช้ตอนมีสมมติฐานอยู่แล้วและอยากรู้ว่าคนกลุ่มไหนคิดแบบนั้นมากน้อยแค่ไหน ต้องการกลุ่มตัวอย่างมากพอที่จะแยกผลรายกลุ่มได้
การสังเกตและ Social Listening เหมาะกับการหาเรื่องที่ผู้บริโภคพูดกันเองโดยไม่มีใครไปถาม ใช้เป็นตัวตั้งต้นก่อนออกแบบคำถาม
💡 ข้อควรรู้: คุณภาพของกลุ่มตัวอย่างสำคัญกว่าจำนวน การถามคน 1,000 คนที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย ให้ข้อมูลที่ใช้ตัดสินใจได้น้อยกว่าการถามคน 200 คนที่คัดมาตรงเงื่อนไข
เทรนด์พฤติกรรมผู้บริโภคที่ธุรกิจต้องรู้
ข้อมูลจาก Zendesk CX Trends Report 2023 ที่เก็บจากผู้บริโภคและองค์กรทั่วโลก ชี้ให้เห็น 4 เรื่องที่ธุรกิจ SME นำมาปรับใช้ได้
- ผู้บริโภคคาดหวังจาก AI สูงขึ้น ผู้บริโภคกว่า 64% ต้องการให้ AI Chatbot ให้บริการได้ในระดับเดียวกับพนักงาน คนกลุ่มนี้ต้องการความเร็วและการตอบกลับตลอด 24 ชั่วโมง
- ประสบการณ์ที่ต่อเนื่องมีผลต่อยอดใช้จ่าย ลูกค้ากว่า 70% ใช้จ่ายมากขึ้นกับแบรนด์ที่ให้ประสบการณ์ต่อเนื่องกันในทุกช่องทาง การเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคในมิตินี้ช่วยให้ออกแบบ Customer Journey ได้เรียบขึ้น
- ผู้บริโภคต้องการประสบการณ์เฉพาะบุคคล แบรนด์ที่วิเคราะห์พฤติกรรมผู้บริโภคเชิงลึกแล้วเสนอสิ่งที่ตรงกับลูกค้าแต่ละราย สร้างความผูกพันได้มากกว่าการสื่อสารแบบเดียวกันทั้งฐานลูกค้า
- ความรู้สึกของลูกค้าส่งผลถึงแบรนด์ ผู้บริโภค 66% บอกว่าประสบการณ์แย่กับแบรนด์ทำให้รู้สึกแย่ไปทั้งวัน ความรู้สึกชุดนี้ตามไปที่การบอกต่อและการซื้อครั้งถัดไป
ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อยในการวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภค
ตั้งคำถามจากสิ่งที่ทีมอยากได้ยิน คำถามนำทำให้ได้คำตอบที่ยืนยัน assumption เดิม แล้วทีมก็เดินหน้าต่อด้วยความมั่นใจที่ไม่มีของจริงรองรับ
ถามผิดกลุ่ม การถามเฉพาะลูกค้าเก่าบอกได้ว่าทำไมคนถึงอยู่ แต่ไม่ได้บอกว่าทำไมคนอื่นถึงไม่มา ถ้าโจทย์คือหาลูกค้าใหม่ ต้องมีคนที่ยังไม่เคยซื้ออยู่ในกลุ่มตัวอย่างด้วย
เชื่อสิ่งที่คนพูดโดยไม่ดูสิ่งที่คนทำ คำตอบเรื่องความตั้งใจซื้อมักสูงกว่าพฤติกรรมจริง ให้เทียบกับข้อมูลการซื้อหรือการสังเกตก่อนสรุป
หยุดที่รายงาน ผลวิจัยที่ไม่ได้แปลงเป็นสิ่งที่ทีมต้องทำต่อ จะไม่เปลี่ยนอะไรเลยในธุรกิจ
แบรนด์ที่ประสบความสำเร็จ ไม่ได้ทำสิ่งยิ่งใหญ่เสมอไป
ความเข้าใจในพฤติกรรมผู้บริโภคมักเริ่มจากการแก้ปัญหาเล็ก ๆ ของลูกค้าให้ตรงจุด เช่น ขั้นตอนที่ทำให้คนกดออกกลางทาง หรือคำอธิบายบนแพ็กที่ทำให้เข้าใจสินค้าผิด เรื่องพวกนี้ไม่ต้องใช้งบมหาศาลในการแก้ แต่ต้องรู้ก่อนว่ามันอยู่ตรงไหน
แบรนด์ที่ทำวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภคต่อเนื่องจะเห็นจุดพวกนี้เร็วกว่าคู่แข่ง และสะสมความไว้วางใจจากลูกค้าไปเรื่อย ๆ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
วิจัยพฤติกรรมผู้บริโภค ต่างจากแบบสอบถามความพึงพอใจอย่างไร
แบบสอบถามความพึงพอใจวัดความรู้สึกของลูกค้าที่ซื้อไปแล้ว ส่วนการวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภคครอบคลุมตั้งแต่ก่อนตัดสินใจซื้อ รวมถึงคนที่ยังไม่เคยซื้อด้วย ผลที่ได้จึงเอาไปใช้ออกแบบสินค้าและข้อความสื่อสารได้ ไม่ใช่แค่ปรับปรุงบริการหลังการขาย
ธุรกิจ SME ควรเริ่มวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภคจากตรงไหน
เริ่มจากข้อมูลที่มีอยู่แล้วในมือก่อน ประวัติการซื้อ คำถามที่ลูกค้าถามซ้ำ และเสียงจากพนักงานหน้าร้าน พอเห็นประเด็นที่น่าสงสัยแล้วค่อยลงทุนเก็บข้อมูลเพิ่มเฉพาะเรื่องนั้น วิธีนี้ทำให้งบก้อนแรกไม่หมดไปกับการถามกว้าง ๆ
วิจัยพฤติกรรมผู้บริโภค ใช้กลุ่มตัวอย่างกี่คนถึงจะเชื่อถือได้
ขึ้นกับประเภทงาน งานเชิงคุณภาพใช้หลักสิบคนต่อกลุ่ม เก็บจนกว่าประเด็นจะเริ่มซ้ำ ส่วนงานเชิงปริมาณต้องการจำนวนมากกว่านั้นเพื่อให้แยกผลรายกลุ่มย่อยได้ สิ่งที่สำคัญกว่าตัวเลขรวมคือเงื่อนไขการคัดคนเข้ากลุ่มตัวอย่าง
ใช้ AI แทนการวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภคได้ไหม
AI ช่วยย่นเวลาในขั้นวิเคราะห์และจัดกลุ่มข้อมูลได้มาก แต่อ่านได้เฉพาะจากข้อมูลที่มีอยู่แล้ว เหตุผลที่ลูกค้าไม่เคยพูดออกมาที่ไหนเลย ยังต้องใช้การถามและการสังเกตจากคนอยู่
ทำวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภคหนึ่งครั้งใช้ได้นานแค่ไหน
ข้อมูลระดับพฤติกรรมพื้นฐานอยู่ได้เป็นปี แต่ข้อมูลที่ผูกกับราคา คู่แข่ง หรือเทรนด์การใช้สื่อ เปลี่ยนเร็วกว่านั้นมาก แบรนด์ที่แข่งในหมวดที่มีของใหม่เข้าตลาดบ่อย ควรเก็บข้อมูลซ้ำเป็นรอบแทนการทำครั้งเดียวจบ
สรุป
การวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภคคือฐานของการตัดสินใจทางธุรกิจ ตั้งแต่การพัฒนาสินค้า การวางกลยุทธ์การตลาด ไปจนถึงการออกแบบประสบการณ์ลูกค้า ธุรกิจที่เข้าใจลูกค้าลึกกว่าคู่แข่งมีโอกาสสร้างยอดขายและภาพลักษณ์แบรนด์ที่แข็งแรงกว่า
หัวใจอยู่ที่การทำอย่างเป็นระบบ เริ่มจาก Research รวบรวมสิ่งที่มีอยู่ ตามด้วย Observe ดูพฤติกรรมจริง แล้วปิดท้ายด้วย Analyse ที่แปลงข้อมูลเป็นสิ่งที่ทีมเอาไปทำต่อได้
อยากรู้ว่าลูกค้าตัดสินใจซื้อด้วยเหตุผลอะไร
Crowdabout ทำวิจัยพฤติกรรมผู้บริโภคให้ธุรกิจของคุณ ด้วยกระบวนการที่เป็นระบบและฐานข้อมูลผู้บริโภคกว่า 200,000 คนทั่วประเทศ