ความภักดีต่อแบรนด์ ผู้บริโภคเปลี่ยนแบรนด์ง่ายแค่ไหน

Table of Contents

ซื้อแบรนด์เดิมเป็นประจำ แต่ก็ลองของใหม่ด้วย ผลสำรวจ ความภักดีต่อแบรนด์ (brand loyalty) ของ Crowdabout จาก 1,722 คำตอบ (เก็บ 6-16 ต.ค. 2026) พบว่าในหมวดอาหารและขนม ผู้ตอบ 68% ซื้อแบรนด์ประจำครั้งล่าสุด และ 78% กล้าลองแบรนด์ที่ไม่เคยได้ยินชื่อ ตัวเลขสองตัวนี้สูงพร้อมกัน แสดงว่าในหมวดอาหารและขนม การที่คนส่วนใหญ่ซื้อแบรนด์ประจำไม่ได้แปลว่าตลาดปิดรับแบรนด์ใหม่ แบรนด์เดิมจึงยังต้องให้เหตุผลลูกค้าอยู่ต่อ ส่วนแบรนด์ใหม่มีโอกาสให้คนลอง แต่ความพร้อมลองยังไม่เท่ากับยอดซื้อ ครั้งล่าสุดที่ซื้อมีเพียง 3% ที่เป็นแบรนด์ไม่เคยซื้อมาก่อน

ผลสำรวจชุดนี้ให้ข้อคิดสำหรับแบรนด์ 3 เรื่อง เพราะแต่ละหมวดสินค้าต้องรับมือต่างกัน ส่วนตารางเปรียบเทียบทั้งสามหมวดอยู่ในหัวข้อ พฤติกรรมเปลี่ยนแบรนด์ ในอาหาร สกินแคร์ และไอที ต่างกันอย่างไร

  • อาหารและขนม ลูกค้าซื้อแบรนด์ประจำและเปิดรับของใหม่พร้อมกัน แบรนด์ต้องมีเหตุผลให้เขาอยู่ต่อในทุกครั้งที่ซื้อ
  • สกินแคร์และเครื่องสำอาง แบรนด์ใหม่เข้าถึงลูกค้ายากกว่า และลูกค้าที่เลิกใช้ส่วนใหญ่ไปหาของที่ดีกว่า (66%) มากกว่าของที่ถูกกว่า (41%)
  • เครื่องใช้ไฟฟ้าและไอที ลูกค้าเลิกใช้เพราะบริการหลังการขายแย่ 19% เทียบกับราว 9% ในทุกหมวด มากกว่าสองเท่า

ความภักดีต่อแบรนด์ หรือ brand loyalty คืออะไร

ความภักดีต่อแบรนด์ (brand loyalty) คือการที่ผู้บริโภคเลือกซื้อแบรนด์เดิมซ้ำ และพร้อมอยู่กับแบรนด์นั้นแม้มีตัวเลือกอื่น บางแหล่งเรียกว่า ความจงรักภักดีต่อแบรนด์ หรือ ความภักดีในตราสินค้า วัดได้หลายแบบ เช่น ดูว่าซื้อซ้ำไหม ยอมจ่ายแพงกว่าไหม หรือแนะนำต่อไหม

ผลสำรวจนี้ไม่ได้ให้คะแนนความภักดีกับผู้ตอบ คำว่า “แบรนด์ประจำ” ในบทความนี้จึงหมายถึงแบรนด์ที่ผู้ตอบเลือกว่าซื้อเป็นประจำ โดยนึกถึงการซื้อครั้งล่าสุดเพียงครั้งเดียว

brand switching คืออะไร

Brand switching คือการที่ผู้บริโภคเปลี่ยนจากแบรนด์ที่เคยซื้อไปซื้ออีกแบรนด์หนึ่งในหมวดสินค้าเดียวกัน เป็นด้านตรงข้ามของ brand loyalty อาจเกิดครั้งเดียวเพราะอยากลองของใหม่ หรือเกิดถาวรเมื่อเลิกใช้แบรนด์เดิม

ลูกค้าเลิกใช้แบรนด์ประจำเพราะอะไร

ผู้ตอบเลิกใช้แบรนด์ประจำครั้งล่าสุดเพราะเจอแบรนด์ที่ดีกว่ามากที่สุด 59% รองลงมาคือเจอแบรนด์ที่ถูกกว่า 38% เบื่ออยากลองของใหม่ 34% ขึ้นราคา 30% และคุณภาพแย่ลง 24%

กราฟเหตุผลที่ลูกค้าเลิกใช้แบรนด์ประจำ เจอแบรนด์ที่ดีกว่า 59% เจอแบรนด์ที่ถูกกว่า 38% เบื่อ 34% ขึ้นราคา 30%

สำหรับแบรนด์ ลูกค้าที่หายไปส่วนใหญ่ไปเพราะเห็นของที่ดีกว่า ราคาไม่ใช่เหตุผลหลัก ถ้ายอดตกแล้วแก้ด้วยการลดราคาทันที แบรนด์อาจแก้ผิดจุด ควรรู้ก่อนว่าลูกค้าเห็นคู่แข่งดีกว่าตรงไหน

เหตุผลต่างกันตามหมวดสินค้า ตัวเลขต่อไปนี้คิดจากคนที่เพิ่งเลิกใช้สินค้าหมวดนั้น

สกินแคร์และเครื่องสำอาง (554 คน) 66% ไปเพราะเจอแบรนด์ที่ดีกว่า 41% เพราะถูกกว่า 35% เบื่ออยากลองของใหม่ และ 25% เพราะขึ้นราคา แบรนด์สกินแคร์จึงควรดูว่าลูกค้าเทียบแบรนด์ตัวเองกับคู่แข่งตรงไหน ส่วนลดอย่างเดียวน่าจะรั้งลูกค้ากลุ่มนี้ได้ไม่มาก

อาหารและขนม (290 คน) เจอแบรนด์ที่ดีกว่ายังมาก่อนที่ 47% แต่เบื่ออยากลองของใหม่ตามมาติด ๆ ที่ 40% สูงกว่าเจอแบรนด์ที่ถูกกว่า (35%) ลูกค้าอาหารมีโอกาสไปเพราะเบื่อมากพอ ๆ กับไปเพราะเจอของดีกว่า แบรนด์ควรมีของใหม่ให้ลูกค้าได้ลองต่อเนื่อง อย่างรสชาติหรือรุ่นพิเศษ และระวังการขึ้นราคา เพราะ 37% เลิกใช้เพราะเหตุนี้ สูงกว่าในสกินแคร์

เครื่องใช้ไฟฟ้าและไอที (237 คน) 51% ไปเพราะเจอแบรนด์ที่ดีกว่า 42% เพราะถูกกว่า และ 33% เพราะคุณภาพแย่ลง จุดที่ไม่เหมือนหมวดอื่นคือบริการหลังการขายแย่ มีคนเลิกใช้ไอทีเพราะเหตุนี้ 19% เทียบกับราว 9% ในทุกหมวด เรื่องนี้แบรนด์คุมเองได้ ต่างจากการที่คู่แข่งออกรุ่นใหม่ จึงเป็นจุดที่ควรตรวจก่อน

เหตุผลที่เลิกใช้แบรนด์แยกตามหมวด ทุกหมวดไปหาแบรนด์ที่ดีกว่ามากสุด สกินแคร์ 66% อาหาร 47% ไอที 51%

อายุ ผู้ตอบอายุ 45 ปีขึ้นไป 37% เลิกใช้เพราะขึ้นราคา เทียบกับ 28% ในกลุ่ม 18-24 ปี ส่วนเบื่ออยากลองของใหม่กลับกัน คือ 37% ในกลุ่มอายุน้อย และ 24% ในกลุ่ม 45 ปีขึ้นไป (คิดจากผู้ตอบในแต่ละช่วงอายุ กลุ่ม 45 ปีขึ้นไปมี 151 คน ให้อ่านเป็นแนวโน้ม) ถ้าลูกค้าหลักของแบรนด์อายุมาก การขึ้นราคาเสี่ยงกว่า ถ้าลูกค้าหลักอายุน้อย ความสดใหม่ของสินค้าและแคมเปญสำคัญกว่า

ผลสำรวจบอกได้ว่าเหตุผลต่างกันอย่างไร แต่ถ้าแบรนด์อยากรู้ว่าลูกค้าของตัวเองเลิกใช้เพราะอะไร ต้องถามเป็นรายคน ทีม Crowdabout ช่วยได้ผ่าน บริการ Customer Insight

พฤติกรรมเปลี่ยนแบรนด์ ในอาหาร สกินแคร์ และไอที ต่างกันอย่างไร

พฤติกรรมเปลี่ยนแบรนด์ ในผลสำรวจต่างกันตามหมวดสินค้า ผู้ตอบกล้าลองแบรนด์ที่ไม่เคยได้ยินชื่อ 78% ในอาหารและขนม 42% ในสกินแคร์ และ 32% ในไอที (เลือกได้หลายหมวด คิดจากผู้ตอบทั้งหมด) มีเพียง 7% ที่ไม่กล้าลองเลยสักหมวด ตารางนี้วางทั้งสามหมวดเทียบกัน พร้อมความหมายต่อแบรนด์

รายการ อาหารและขนม สกินแคร์และเครื่องสำอาง เครื่องใช้ไฟฟ้าและไอที (ราคาเกิน 3,000 บาท)
บอกว่ากล้าลองแบรนด์ที่ไม่เคยได้ยินชื่อ 78% 42% 32%
ครั้งล่าสุดซื้อแบรนด์ประจำ (ไอที: แบรนด์ที่ใช้อยู่แล้ว) 68% 67% 59%
ครั้งล่าสุดซื้อแบรนด์ที่เคยซื้อแต่ไม่ประจำ (ไอที: เคยใช้แต่นานแล้ว) 24% 19% 17%
ครั้งล่าสุดซื้อแบรนด์ที่ไม่เคยซื้อมาก่อน (ไอที: ไม่เคยใช้) 3% 8% 16%
เหตุผลอันดับหนึ่งที่เลิกใช้แบรนด์ประจำ (คิดจากคนที่เลิกใช้หมวดนั้น) เจอแบรนด์ที่ดีกว่า 47% (290 คน) เจอแบรนด์ที่ดีกว่า 66% (554 คน) เจอแบรนด์ที่ดีกว่า 51% (237 คน)
เหตุผลที่เด่นกว่าหมวดอื่น เบื่ออยากลองของใหม่ 40% ขึ้นราคา 37% เจอแบรนด์ที่ดีกว่า สูงกว่าอีกสองหมวดชัดเจน คุณภาพแย่ลง 33% บริการหลังการขายแย่ 19%
ความหมายต่อแบรนด์ คนพร้อมลองของใหม่ แต่ซื้อจริงยังวนอยู่กับแบรนด์ที่รู้จัก แบรนด์เดิมต้องกันความเบื่อ แบรนด์ใหม่ต้องทำให้ลองง่าย แบรนด์ใหม่เข้ายากกว่า และคนที่ไปมักไปหาของที่ดีกว่า การเทียบกับคู่แข่งสำคัญกว่าส่วนลด ราว 1 ใน 6 ซื้อแบรนด์ที่ไม่เคยใช้ และบริการหลังการขายเป็นจุดที่แบรนด์เดิมเสียลูกค้าได้

ฐานของทุกแถวคือผู้ตอบทั้งหมด ยกเว้นสองแถวเหตุผลที่เลิกใช้ ผู้ตอบเลือกเหตุผลได้หลายข้อ แถวไอทีถามต่างจากอีกสองหมวด คือถามถึงสินค้าราคาเกิน 3,000 บาท และถามว่าเคย “ใช้” ไม่ใช่เคย “ซื้อ” จึงเทียบทิศทางได้ แต่ไม่ควรเทียบตัวเลขตรง ๆ ทุกตัวเลขมาจากการซื้อครั้งล่าสุดเพียงครั้งเดียว จึงเอาไปอ่านเป็นอัตราเปลี่ยนแบรนด์ต่อปีไม่ได้

อาหารและขนม ผู้ตอบ 78% บอกว่ากล้าลองแบรนด์ที่ไม่เคยได้ยินชื่อ แต่ครั้งล่าสุดที่ซื้อจริง มีเพียง 3% ที่เป็นแบรนด์ไม่เคยซื้อมาก่อน ส่วนอีก 24% ซื้อแบรนด์ที่เคยซื้อแต่ไม่ประจำ ลูกค้าอาหารจึงน่าจะสลับไปมาระหว่างแบรนด์ที่รู้จักอยู่แล้วมากกว่าไปหาแบรนด์ใหม่ทันที สำหรับแบรนด์เดิม การเป็น “แบรนด์ประจำ” ยังไม่ได้กันคู่แข่งออกไป สำหรับแบรนด์ใหม่ ความพร้อมลองไม่เท่ากับยอดซื้อ ควรวัดว่าคนที่ได้ลองกลับมาซื้อซ้ำเท่าไร

สกินแคร์และเครื่องสำอาง กล้าลองแบรนด์ใหม่ 42% น้อยกว่าอาหารและขนม 36 จุดเปอร์เซ็นต์ และคนที่เลิกใช้ส่วนใหญ่ไปหาของที่ดีกว่า แบรนด์ใหม่ต้องสร้างความมั่นใจให้มากกว่าก่อนลูกค้ายอมลอง ส่วนแบรนด์เดิมได้เปรียบตรงนี้ แต่ถ้าเสียลูกค้าไป ส่วนใหญ่เสียให้แบรนด์ที่ดีกว่า

เครื่องใช้ไฟฟ้าและไอที ผู้ตอบ 59% ซื้อแบรนด์ที่ใช้อยู่แล้ว แต่ 16% ซื้อแบรนด์ที่ไม่เคยใช้ ทั้งที่บอกว่ากล้าลองแบรนด์ไอทีใหม่เพียง 32% ไอทีเป็นของที่ซื้อห่างกัน ซึ่งน่าจะเปิดทางให้แบรนด์ใหม่เข้ามาได้ในแต่ละรอบ (ผลสำรวจไม่ได้ถามความถี่ในการซื้อ) ความกล้าลองแบรนด์ไอทีใหม่ยังเพิ่มตามอายุ จาก 25% ในกลุ่ม 18-24 ปี เป็น 41-42% ในกลุ่ม 35 ปีขึ้นไป แบรนด์ไอทีจึงไม่ควรคิดว่าลูกค้าอายุมากจะอยู่กับแบรนด์เดิมเสมอไป

ก่อนซื้อแบรนด์ใหม่ ผู้บริโภคดูอะไร สกินแคร์กับไอทีต่างกันอย่างไร

ผู้ตอบดูคลิปรีวิวมากที่สุดทั้งในสกินแคร์ (73%) และไอที (68%) สองหมวดต่างกันตรงลำดับถัดไป สกินแคร์ดูรีวิวในแอปช้อปปิ้ง (59%) ก่อนเทียบราคา (53%) ส่วนไอทีเทียบราคา (57%) ก่อนรีวิวในแอปช้อปปิ้ง (52%) อาหารและขนมไม่ได้ถามข้อนี้ สองคำถามนี้ถามไม่เหมือนกัน สกินแคร์ถามถึงแบรนด์ที่ไม่เคยใช้ ไอทีถามถึงชิ้นล่าสุดโดยไม่จำกัดว่าเป็นแบรนด์ใหม่ จึงเทียบทิศทางได้เท่านั้น

ก่อนซื้อ ผู้ตอบดูอะไร (เลือกได้หลายข้อ) สกินแคร์และเครื่องสำอาง (แบรนด์ที่ไม่เคยใช้) เครื่องใช้ไฟฟ้าและไอที (ชิ้นล่าสุด)
คลิปรีวิว 73% 68%
รีวิวในแอปช้อปปิ้ง 59% 52%
เทียบราคา 53% 57%
เพจของแบรนด์ 35% 34%
ค้นใน Google 34% 38%
ลองของจริงที่ร้าน 30% 34%
ถามคนรู้จัก 27% 29%
ถามผู้ช่วย AI เช่น ChatGPT หรือ Gemini 22% 24%

ตอนเลือกแบรนด์ไอทีชิ้นล่าสุด ผู้ตอบ 35% เลือกเพราะสเปกคุ้มราคา และอีก 35% เลือกเพราะเคยใช้แบรนด์นี้มาก่อน เหตุผลอื่นมีรีวิว 12% คนรอบตัวแนะนำ 7% ศูนย์บริการและการรับประกัน 5% (ข้อนี้เลือกได้ข้อเดียว คิดจากผู้ตอบทั้งหมด)

สกินแคร์ สิ่งที่คนอื่นพูดถึงแบรนด์มีน้ำหนักมากกว่าสิ่งที่แบรนด์พูดเอง ผู้ตอบดูคลิปรีวิวมากกว่าเพจของแบรนด์ราว 2 เท่า (73% เทียบ 35%) แบรนด์สกินแคร์ใหม่ควรทำให้ลูกค้าจริงมีรีวิวทั้งในรูปคลิปและในแอปช้อปปิ้งก่อนลงเงินกับเพจของตัวเอง

ไอที ผู้ซื้อเทียบราคาก่อนอ่านรีวิวในแอปช้อปปิ้ง และเหตุผลเลือกที่ใหญ่ที่สุดคือสเปกคุ้มราคา แบรนด์ไอทีใหม่จึงควรทำให้เห็นชัดว่าสเปกเทียบรุ่นราคาใกล้กันแล้วได้อะไรเพิ่ม แบรนด์ที่ลูกค้าเคยใช้มีแต้มต่อ เพราะ 35% เลือกด้วยเหตุผลนี้ จึงควรรักษาประสบการณ์ครั้งแรกให้ดี รวมถึงบริการหลังการขาย ซึ่งตอนเลือกมีคนใส่ใจน้อย (5%) แต่ 19% ของคนที่เลิกใช้ไอทีบอกว่าเป็นสาเหตุ

ผู้ช่วย AI เป็นช่องทางรอง แต่ผู้ตอบราว 1 ใน 4 ถึง 1 ใน 5 ถามอยู่แล้ว แบรนด์จึงควรลองถาม AI ดูว่าตอบเรื่องแบรนด์ตัวเองอย่างไร

แบรนด์ควรทำอะไรต่อจากผลสำรวจนี้

จากผลสำรวจนี้ แบรนด์ในแต่ละหมวดควรเริ่มจากเรื่องต่างกัน ตามสถานการณ์ของตัวเอง ตารางนี้แยกตามหมวดและตามว่าแบรนด์มีลูกค้าอยู่แล้วหรือเพิ่งเข้าหมวด

หมวด แบรนด์ที่มีลูกค้าอยู่แล้ว แบรนด์ใหม่ที่อยากเข้าหมวด ตัวเลขที่หนุน
อาหารและขนม วางแผนของใหม่ให้ต่อเนื่อง เช่น รสใหม่หรือรุ่นพิเศษ และระวังการขึ้นราคา ทำให้ลองง่าย เช่น ขนาดทดลอง แล้ววัดว่าคนที่ลองกลับมาซื้อซ้ำเท่าไร (ควรทดสอบก่อนลงงบ) เลิกใช้เพราะเบื่อ 40% ขึ้นราคา 37% ครั้งล่าสุดซื้อแบรนด์ที่ไม่เคยซื้อ 3%
สกินแคร์และเครื่องสำอาง ถามลูกค้าที่หายไปก่อนลดราคา และเทียบตัวเองกับคู่แข่งว่าดีกว่าตรงไหน สร้างรีวิวจริงทั้งคลิปและในแอปช้อปปิ้งก่อนลงโฆษณา ไปหาแบรนด์ที่ดีกว่า 66% ไปหาที่ถูกกว่า 41% ดูคลิปรีวิว 73% ดูเพจแบรนด์ 35%
เครื่องใช้ไฟฟ้าและไอที ตรวจบริการหลังการขายก่อน และดูแลประสบการณ์ครั้งแรกของคนที่เพิ่งซื้อ ทำให้เห็นสเปกต่อราคาเทียบรุ่นใกล้กัน และไม่มองข้ามลูกค้าอายุ 35 ปีขึ้นไป ที่กล้าลองแบรนด์ใหม่มากกว่า บริการหลังการขายแย่ 19% สเปกคุ้มราคา 35% เคยใช้แบรนด์นี้มาก่อน 35%

มีอีก 2 เรื่องที่ใช้ได้กับทุกหมวด

  1. ถามลูกค้าที่หายไปก่อนลดราคา ในภาพรวม ผู้ตอบ 59% เลิกใช้แบรนด์ประจำครั้งล่าสุดเพราะเจอแบรนด์ที่ดีกว่า ส่วน 38% เพราะถูกกว่า (คิดจากผู้ตอบทั้งหมด) ลองคุยกับลูกค้าเก่าและเทียบกับคู่แข่งว่าเขาเห็นอะไรดีกว่า ก่อนตัดสินใจเรื่องส่วนลด
  2. ก่อนขึ้นราคา ดูอายุของฐานลูกค้า ผู้ตอบอายุ 45 ปีขึ้นไป 37% เลิกใช้เพราะขึ้นราคา เทียบกับ 28% ในกลุ่ม 18-24 ปี ควรทดสอบกับลูกค้ากลุ่มอายุมากก่อนปรับราคาจริง

ข้อเสนอเหล่านี้มาจากผู้ตอบกลุ่มเดียวและการซื้อครั้งล่าสุดครั้งเดียว ควรยืนยันกับลูกค้าของแบรนด์ตัวเองก่อนลงงบ

ความภักดีต่อแบรนด์ สร้างอย่างไร เมื่อลูกค้ากล้าลองของใหม่

ข้อมูลชุดนี้ชี้ว่า ความภักดีต่อแบรนด์ (brand loyalty) ควรเริ่มจากการทำให้ลูกค้าเห็นว่าแบรนด์เราดีกว่าคู่แข่งตรงไหน ผู้ตอบ 59% เลิกใช้แบรนด์ประจำครั้งล่าสุดเพราะเจอแบรนด์ที่ดีกว่า ส่วนเจอแบรนด์ที่ถูกกว่ามี 38% และผู้ตอบ 78% ในอาหารและขนมกล้าลองแบรนด์ที่ไม่เคยได้ยินชื่อ การซื้อแบรนด์ประจำจึงไม่ได้กันคู่แข่งออกไป ผลสำรวจนี้ไม่ได้ทดสอบว่าวิธีไหนสร้างความภักดีได้จริง บอกได้เฉพาะเหตุผลที่ลูกค้าเลิกใช้ จึงควรทดสอบกับลูกค้าของแบรนด์ตัวเองก่อนลงงบ

ควรวัดสุขภาพแบรนด์เมื่อไร

ควรวัดสุขภาพแบรนด์เมื่อเห็นสัญญาณว่าลูกค้าอาจไปใช้แบรนด์อื่น เช่น ยอดขายตก ขึ้นราคา มีคู่แข่งใหม่ หรือหลังแคมเปญใหญ่ แบรนด์ที่ยังไม่เคยวัดควรเริ่มจาก Brand Health Check ก่อน แล้วค่อยวัดซ้ำแบบ Brand Tracking

เหมาะกับใคร แบรนด์ที่เห็นสัญญาณว่าลูกค้าไปใช้ที่อื่น และอยากรู้ตำแหน่งของตัวเองก่อนตัดสินใจ

เลือกอย่างไร ถ้ายังไม่เคยวัด ให้เริ่มจาก Brand Health Check ถ้ามีจุดตั้งต้นแล้ว ให้วัดซ้ำแบบ Brand Tracking ดูรายละเอียดได้ที่ Brand Health Check ต่างกับ Brand Tracking อย่างไร

งบและเวลา Brand Health Check ของ Crowdabout เริ่มต้นประมาณ 180,000 บาท และใช้เวลาประมาณ 3-5 สัปดาห์ ขึ้นอยู่กับจำนวนแบรนด์คู่แข่งที่เทียบและขนาดกลุ่มตัวอย่าง (ตามหน้าบริการ ณ 26 ต.ค. 2026) ราคาบริการอื่นของ Crowdabout ดูได้ที่ ราคาวิจัยตลาด ค่าจ้างคิดจากอะไร และประเภทบริษัทวิจัยในไทย ส่วนจะวัดซ้ำบ่อยแค่ไหน ขึ้นกับวัตถุประสงค์และงบของแบรนด์ ถ้าอยากวัดต่อเนื่องรายไตรมาสหรือรายปี Crowdabout เสนอราคาเป็นแพ็กเกจ ผลสำรวจชุดนี้วัดครั้งเดียว จึงบอกรอบที่เหมาะไม่ได้

Crowdabout ทำให้แบบไหน Brand Health Check ของ Crowdabout วัด 5 ด้านเทียบคู่แข่ง ได้แก่ Awareness, Perception & Image, Positioning, Preference & Loyalty และ Consideration & Purchase Intent แล้วสรุปเป็น Brand Scorecard โดยเก็บข้อมูลจาก Crowdster consumer panel ที่มีผู้ใช้กว่า 200,000 คน ตัวอย่างการใช้หาสาเหตุเมื่อยอดขายตก ดูได้ที่ กรณีศึกษาแบรนด์อาหารเสริมที่ยอดขายตก

เชื่อมกับข้อมูลนี้ ผู้ตอบ 59% เลิกใช้เพราะเจอแบรนด์ที่ดีกว่า เหตุผลนี้ดูจากราคาอย่างเดียวไม่เห็น การวัด Preference, Consideration และ Loyalty เทียบคู่แข่งช่วยให้เห็นว่าลูกค้ามองแบรนด์ตัวเองดีหรือด้อยกว่าคู่แข่งตรงไหน

วิธีเก็บข้อมูลของผลสำรวจนี้

💡 วิธีเก็บข้อมูล

  • ผู้ตอบ: ผู้ใช้ Crowdster consumer panel ที่ตอบแบบสอบถามนี้ (panel มีผู้ใช้กว่า 200,000 คน)
  • วิธีเก็บ: แบบสอบถามออนไลน์ ภาษาไทย ข้อเหตุผลที่เลิกใช้กำหนดให้เลือกไม่เกิน 2 ข้อ แต่ผู้ตอบราว 10% เลือก 3 ข้อขึ้นไป จึงนับตามที่เลือกจริง ตัวเลขรวมคิดจากผู้ตอบทั้งหมด รวมคนที่จำไม่ได้ว่าเลิกใช้หมวดไหน ถ้าตัดกลุ่มนี้ออก ตัวเลขเปลี่ยนไม่เกิน 1 จุดเปอร์เซ็นต์
  • จำนวน: คำตอบซ้ำจากผู้ใช้คนเดิมมีน้อย ตัวเลขในบทความนับตามคำตอบทั้งหมด ถ้าตัดคำตอบซ้ำออก ตัวเลขเปลี่ยนไม่เกิน 0.5 จุดเปอร์เซ็นต์
  • โปรไฟล์ผู้ตอบ: หญิง 74% อายุ 18-34 ปี 71% รายได้ไม่เกิน 20,000 บาทต่อเดือน 66%
  • การคำนวณ: ใช้คำตอบตามที่ได้ ไม่ถ่วงน้ำหนัก เมื่อลองปรับให้สัดส่วนชายหญิงเท่ากัน ตัวเลขแต่ละข้อเปลี่ยนไม่เกิน 4 จุดเปอร์เซ็นต์ และลำดับของเหตุผลยังเหมือนเดิม
  • ข้อจำกัด: ตัวเลขสะท้อนผู้ตอบกลุ่มนี้ และไม่ได้รายงานค่าความคลาดเคลื่อน

ผลสำรวจแบบ online panel ต่างจาก online survey ทั่วไปอย่างไร อ่านต่อได้ที่ Online Survey กับ Online Panel ต่างกันอย่างไร

คำถามที่พบบ่อย

ลูกค้าเลิกใช้แบรนด์เพราะอะไร

ผู้ตอบเลิกใช้แบรนด์ประจำครั้งล่าสุดเพราะเจอแบรนด์ที่ดีกว่ามากที่สุด 59% รองลงมาคือเจอแบรนด์ที่ถูกกว่า 38% เบื่ออยากลองของใหม่ 34% ขึ้นราคา 30% และคุณภาพแย่ลง 24% ผู้ตอบเลือกได้หลายข้อ ตัวเลขคิดจากผู้ตอบทั้งหมด

ลูกค้าเปลี่ยนแบรนด์ง่ายแค่ไหนในแต่ละหมวดสินค้า

ผู้ตอบกล้าลองแบรนด์ที่ไม่เคยได้ยินชื่อมากที่สุดในอาหารและขนม 78% รองลงมาสกินแคร์ 42% และเครื่องใช้ไฟฟ้ากับไอที 32% แต่ครั้งล่าสุดที่ซื้อ ผู้ตอบซื้อแบรนด์ประจำ 68% ในอาหาร 67% ในสกินแคร์ และซื้อแบรนด์ที่ใช้อยู่แล้ว 59% ในไอที เหตุผลที่เลิกใช้ต่างกันตามหมวด สกินแคร์ไปหาแบรนด์ที่ดีกว่า 66% อาหารเบื่ออยากลองของใหม่ 40% ไอทีคุณภาพแย่ลง 33% และบริการหลังการขายแย่ 19% (คิดจากคนที่เลิกใช้หมวดนั้น)

แบรนด์ควรทำอย่างไรเมื่อลูกค้าเปลี่ยนแบรนด์ง่าย

เริ่มจากถามลูกค้าที่หายไปว่าไปหาอะไร เพราะผู้ตอบส่วนใหญ่ไปหาแบรนด์ที่ดีกว่า (59%) มากกว่าแบรนด์ที่ถูกกว่า (38%) การลดราคาอย่างเดียวจึงอาจไม่พอ แบรนด์อาหารควรมีของใหม่ให้ลูกค้าไม่เบื่อ แบรนด์สกินแคร์ใหม่ควรสร้างรีวิวจริงจากลูกค้าก่อนลงโฆษณา และแบรนด์ไอทีควรเช็กบริการหลังการขาย ก่อนนำไปใช้ควรยืนยันกับลูกค้าของแบรนด์ตัวเองอีกครั้ง

ผู้บริโภคดูอะไรก่อนลองซื้อแบรนด์ใหม่

ผู้ตอบดูคลิปรีวิวมากที่สุดทั้งในสกินแคร์ (73%) และไอที (68%) ลำดับถัดไปต่างกัน สกินแคร์ดูรีวิวในแอปช้อปปิ้ง (59%) ก่อนเทียบราคา (53%) ส่วนไอทีเทียบราคา (57%) ก่อนรีวิวในแอปช้อปปิ้ง (52%) สองหมวดถามไม่เหมือนกัน จึงเทียบทิศทางได้เท่านั้น

สรุป

ผู้ตอบซื้อแบรนด์ประจำเป็นหลัก แต่ก็ลองแบรนด์ใหม่ได้ง่าย โดยเฉพาะอาหารและขนม ที่ 68% ซื้อแบรนด์ประจำ และ 78% กล้าลองแบรนด์ที่ไม่เคยได้ยินชื่อ ความภักดีต่อแบรนด์ ในกลุ่มตัวอย่างนี้จึงอยู่คู่กับการลองของใหม่ได้ ตอนเลิกใช้ ผู้ตอบไปหาแบรนด์ที่ดีกว่า (59%) มากกว่าแบรนด์ที่ถูกกว่า (38%) แบรนด์ที่อยากรักษาลูกค้าไว้จึงควรรู้ก่อนว่าลูกค้าเห็นคู่แข่งดีกว่าตรงไหน และวัดสุขภาพแบรนด์เทียบคู่แข่งก่อนที่ยอดขายจะตก

แยกตามหมวด แบรนด์อาหารและขนมต้องกันความเบื่อ แบรนด์สกินแคร์ต้องสู้กับแบรนด์ที่ดีกว่า ส่วนแบรนด์ไอทีต้องดูแลลูกค้าหลังการขายให้ดี

เขียนโดย ทีมวิจัย Crowdabout

ลูกค้าของแบรนด์คุณกำลังไปใช้แบรนด์ไหน

ทีม Crowdabout ช่วยวัดสุขภาพแบรนด์เทียบคู่แข่ง ให้เห็นว่าลูกค้าหนีไปเพราะอะไรก่อนยอดขายจะบอก

ปรึกษาฟรี ผ่าน LINE @Crowdabout

Facebook
Email
LinkedIn

บทความที่เกี่ยวข้อง

ความภักดีต่อแบรนด์ ผู้บริโภคเปลี่ยนแบรนด์ง่ายแค่ไหน

ผู้บริโภคยอมจ่ายแพงกว่า เมื่อไร และเลิกซื้อเมื่อไร

ผู้บริโภคยอมจ่ายแพงกว่า เมื่อไร และเลิกซื้อเมื่อไร

ขนาดตัวอย่างวิจัยตลาด เก็บกี่คนถึงพอ และเลือกอย่างไร

ขนาดตัวอย่างวิจัยตลาด เก็บกี่คนถึงพอ และเลือกอย่างไร

Competitor Analysis คืออะไร และวิเคราะห์คู่แข่งอย่างไร

Competitor Analysis คืออะไร และวิเคราะห์คู่แข่งอย่างไร

กรณีศึกษา วิจัยเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ รุ่นใหม่ของแบรนด์มอเตอร์ไซค์

กรณีศึกษา: วิจัยเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ รุ่นต่อไปของแบรนด์มอเตอร์ไซค์

ยอดขายตกเพราะอะไร กรณีศึกษา Brand Health Check

กรณีศึกษา: ยอดขายตกเพราะอะไร แบรนด์อาหารเสริมหาคำตอบได้อย่างไร

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
เพื่อผลลัพธ์ที่ธุรกิจต้องการ

เล่าโจทย์ให้เราฟัง เราจะออกแบบงานวิจัยที่ตอบเป้าหมายธุรกิจของคุณโดยเฉพาะ

ตอบกลับภายใน 24 ชั่วโมงในวันทำการ