สวัสดิการพนักงานที่ชาวออฟฟิศอยากได้ แต่บริษัทยังไม่มี

Thailand employee benefit

Table of Contents

สวัสดิการพนักงานที่คนทำงานออฟฟิศอยากได้มากที่สุดตอนนี้คือประกันสุขภาพที่ครอบคลุมกว่าเดิม ตามมาด้วยวันลาพักร้อนที่มากกว่ากฎหมายกำหนดและชั่วโมงทำงานที่ยืดหยุ่นขึ้น ข้อมูลชุดนี้มาจากแบบสอบถามที่ Crowdabout ถามผ่าน Panel ผู้ตอบแบบสอบถาม Crowdster ในช่วงเดือนกันยายน 2026 เฉพาะชาวออฟฟิศ 846 คน

Key Takeaway

  • ชาวออฟฟิศ 22.0% พอใจสวัสดิการที่มีอยู่แบบครบและตรงใจ อีก 53.0% พอใจบ้างแต่ยังขาดบางอย่าง (n 846, ก.ย. 2026)
  • อันดับหนึ่งของสวัสดิการที่อยากได้คือประกันสุขภาพที่ครอบคลุมกว่าเดิม 43.4% ทั้งที่ 44.6% มีประกันสุขภาพเพิ่มจากประกันสังคมอยู่แล้ว (n 846, ก.ย. 2026)
  • คนอายุ 18-24 ปีอยากได้วันลาพักร้อนเพิ่มมากที่สุด ส่วนคนอายุ 35 ปีขึ้นไปหันไปหาสวัสดิการดูแลบุตรหรือพ่อแม่
  • 72.7% ยังให้เงินเดือนมาก่อน แต่ 72.8% บอกว่าเปลี่ยนงานทันทีหรืออาจเปลี่ยน ถ้าเงินเดือนเท่าเดิมแต่สวัสดิการดีกว่า (n 846, ก.ย. 2026)
  • คนที่รู้สึกว่าบริษัทไม่ค่อยใส่ใจ บอกว่าหมดไฟชัดเจน 39.9% สูงกว่ากลุ่มที่รู้สึกว่าบริษัทใส่ใจราวสองเท่า

ในบทความนี้ “ชาวออฟฟิศ” หมายถึงพนักงานบริษัทเอกชน ข้าราชการ และพนักงานรัฐวิสาหกิจ ผู้ตอบทั้งหมดมี 1,687 คน เราตัดคนที่ตอบซ้ำ นักเรียน นักศึกษา ฟรีแลนซ์ และคนที่ยังไม่มีงานออก เหลือ 846 คน ผู้ตอบเป็นผู้หญิงมากกว่าผู้ชายราวสามเท่า ตัวเลขทุกตัวในบทความจึงปรับให้เสียงของผู้ชายและผู้หญิงมีน้ำหนักเท่ากัน เพื่อไม่ให้ผลเอียงไปทางเพศใดเพศหนึ่ง แบบสอบถามทำเป็น online survey ให้สมาชิก Crowdster ตอบผ่านมือถือ

สวัสดิการพนักงาน คืออะไร

สวัสดิการพนักงาน คือสิ่งที่บริษัทให้พนักงานนอกเหนือจากเงินเดือน เช่น ประกันสุขภาพ ตรวจสุขภาพประจำปี วันลาพักร้อน กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ และงบพัฒนาตัวเอง บางอย่างกฎหมายบังคับ บางอย่างบริษัทเลือกให้เพิ่มเองเพื่อดึงคนเก่งและรักษาคนไว้

สวัสดิการที่บริษัทมีให้ตอนนี้ และชาวออฟฟิศพอใจแค่ไหน

สวัสดิการที่ชาวออฟฟิศบอกว่ามีอยู่แล้วเป็นของพื้นฐานเกือบทั้งหมด ตัวเลขด้านล่างคือสัดส่วนของชาวออฟฟิศที่บอกว่าบริษัทมีสิ่งนั้นให้ (n 846, เก็บ 1-16 ก.ย. 2026 ตอบได้หลายข้อ)

  • ตรวจสุขภาพประจำปี 62.6%
  • วันลาพักร้อนมากกว่า 6 วันต่อปี 61.7%
  • ประกันสุขภาพเพิ่มเติมนอกเหนือจากประกันสังคม 44.6%
  • กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ 40.3%
  • สวัสดิการดูแลบุตรหรือพ่อแม่ 28.8%
  • งบ Well-being เช่น ฟิตเนส โยคะ นวด 9.9% และบริการนักจิตวิทยาฟรี 9.6%

พอถามว่าพอใจกับสวัสดิการที่ได้แค่ไหน 22.0% ตอบว่าพอใจมาก ครบและตรงใจ อีก 53.0% พอใจบ้างแต่ยังขาดบางอย่าง ส่วนที่ไม่ค่อยพอใจมี 18.8% และไม่พอใจเลย 6.2% (n 846, ก.ย. 2026) รวมแล้วสามในสี่ยังพอใจอยู่ แต่คนส่วนใหญ่ในกลุ่มนี้รู้สึกว่ายังมีช่องว่าง ช่องว่างนั้นเห็นชัดในคำถามถัดไป

สวัสดิการที่อยากได้มากที่สุด แต่บริษัทยังไม่มี

คำถามนี้ให้เลือกได้ไม่เกิน 2 ข้อ ตัวเลขจึงรวมกันเกิน 100% แต่ละตัวคือสัดส่วนของชาวออฟฟิศที่เลือกข้อนั้น (n 846, เก็บ 1-16 ก.ย. 2026)

  • ประกันสุขภาพที่ครอบคลุมมากกว่านี้ 43.4%
  • วันลาพักร้อนเพิ่มขึ้นเกินกว่ากฎหมายกำหนด 31.1%
  • ชั่วโมงทำงานที่ยืดหยุ่นกว่านี้ 29.4%
  • สวัสดิการดูแลบุตรหรือพ่อแม่ 28.4%
  • วันลาดูแลสุขภาพจิต 24.1%
  • งบพัฒนาตัวเอง 19.2% และงบ Well-being 19.0%

ประกันสุขภาพขึ้นอันดับหนึ่งทั้งที่เกือบครึ่งมีประกันเพิ่มอยู่แล้ว ในกลุ่มที่บริษัทมีประกันสุขภาพเพิ่มให้แล้ว (n 360) ยังมี 40.2% ที่อยากได้ประกันที่ครอบคลุมมากกว่านี้ ใกล้กับกลุ่มที่ไม่มีเลย (n 486) ซึ่งอยู่ที่ 46.0% บริษัทที่ซื้อประกันกลุ่มไว้แล้วจึงอาจต้องกลับไปดูว่าแผนนั้นครอบคลุมอะไรบ้าง

ความต้องการเปลี่ยนไปตามช่วงอายุชัดเจน (เก็บ 1-16 ก.ย. 2026)

  • อายุ 18-24 ปี (n 155) อยากได้วันลาพักร้อนเพิ่มมากที่สุด 42.4% และวันลาดูแลสุขภาพจิต 34.6% สูงกว่าช่วงอายุอื่น
  • อายุ 25-34 ปี (n 414) อยากได้ประกันสุขภาพที่ครอบคลุมกว่า 43.5% ตามด้วยวันลาพักร้อนเพิ่ม 30.6% และชั่วโมงทำงานยืดหยุ่น 30.1%
  • อายุ 35-44 ปี (n 197) ประกันสุขภาพขึ้นไปถึง 47.5% และสวัสดิการดูแลบุตรหรือพ่อแม่ 35.3%
  • อายุ 45-54 ปี (n 69) สวัสดิการดูแลบุตรหรือพ่อแม่ขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่ง 42.1% กลุ่มนี้มีคนตอบน้อย ให้อ่านเป็นทิศทาง

บริษัทที่มีพนักงานหลายช่วงอายุ ถ้าให้สวัสดิการชุดเดียวกันทั้งองค์กร อาจไม่ตรงใจใครเลยสักกลุ่ม

เงินเดือนกับสวัสดิการ อะไรสำคัญกว่า

เงินเดือนยังมาก่อน 58.5% ตอบว่าเงินเดือนสำคัญกว่า แต่สวัสดิการก็มีผลบ้าง อีก 14.2% ตอบว่าเงินเดือนสำคัญกว่ามาก รวมเป็น 72.7% ส่วนที่มองว่าสำคัญเท่ากันต้องได้ทั้งคู่มี 22.0% และยอมรับเงินเดือนน้อยลงถ้าสวัสดิการดีพอมีเพียง 5.3% (n 846, เก็บ 1-16 ก.ย. 2026)

สำหรับบริษัท การเอาสวัสดิการมาแทนการขึ้นเงินเดือนจึงไม่น่าจะได้ผล ตัวเลขในหัวข้อถัดไปบอกว่าสวัสดิการมีน้ำหนักมากตอนที่เงินเดือนเท่ากัน ถ้าอยากดูว่าคนไทยจัดการเงินในแต่ละเดือนอย่างไร อ่านต่อได้ที่ผลสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายคนไทย

หมดไฟกับความรู้สึกว่าบริษัทใส่ใจ

ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ชาวออฟฟิศ 23.1% บอกว่ารู้สึกเหนื่อยและหมดไฟชัดเจน อีก 59.3% รู้สึกบ้างแต่ยังพอรับมือได้ (n 827 เฉพาะคนที่เลือกคำตอบเดียว, เก็บ 1-16 ก.ย. 2026)

ตัวเลขนี้ต่างกันมากตามความรู้สึกว่าบริษัทใส่ใจพนักงานจริงไหม ในกลุ่มที่ตอบว่าบริษัทใส่ใจมากหรือใส่ใจบ้าง (n 640) มีคนหมดไฟชัดเจน 18.6% แต่ในกลุ่มที่ตอบว่าไม่ค่อยใส่ใจหรือไม่ใส่ใจเลย (n 187) ตัวเลขขึ้นไปถึง 39.9% ข้อมูลนี้บอกได้ว่าสองเรื่องเกิดคู่กัน แต่ยังบอกไม่ได้ว่าอะไรเป็นต้นเหตุ

“คนที่รู้สึกว่าบริษัทไม่ค่อยใส่ใจ บอกว่าหมดไฟชัดเจนมากกว่ากลุ่มที่รู้สึกว่าบริษัทใส่ใจราวสองเท่า”

สวัสดิการด้านสุขภาพจิตยังมีน้อย ชาวออฟฟิศที่บอกว่าบริษัทมีบริการนักจิตวิทยาฟรีมี 9.6% แต่คนที่อยากได้วันลาดูแลสุขภาพจิตมี 24.1% และอยากได้บริการนักจิตวิทยาฟรี 15.1% (n 846, ก.ย. 2026) ถ้าสนใจว่าคนไทยนิยามความสุขในชีวิตไว้อย่างไร ลองอ่านผลสำรวจความสุขคนไทย จากแผงผู้ตอบชุดเดียวกัน

สวัสดิการดีกว่าพอจะทำให้ย้ายงานไหม

เราถามว่าถ้าได้ข้อเสนองานใหม่ เงินเดือนเท่าเดิมแต่สวัสดิการดีกว่า จะเปลี่ยนไหม 15.1% ตอบว่าเปลี่ยนทันที 57.7% ตอบว่าอาจเปลี่ยน ขึ้นอยู่กับว่าดีกว่าในเรื่องอะไร 22.8% ยังไม่แน่ใจ และมีเพียง 4.3% ที่ไม่เปลี่ยนเพราะความมั่นคงของที่เดิมสำคัญกว่า (n 846, เก็บ 1-16 ก.ย. 2026)

คนที่พอใจสวัสดิการอยู่แล้วก็ไม่ได้ปิดประตู ในกลุ่มที่พอใจมากหรือพอใจบ้าง (n 627) มี 70.3% ที่เปลี่ยนทันทีหรืออาจเปลี่ยน ส่วนกลุ่มที่ไม่ค่อยพอใจหรือไม่พอใจเลย (n 219) ตัวเลขนี้อยู่ที่ 80.7% ความพอใจจึงช่วยรั้งคนไว้ได้บ้าง แต่รั้งไม่อยู่ถ้าที่ใหม่ให้ในเรื่องที่เขาอยากได้ตรงกว่า

💡 สำหรับฝ่าย HR: คำตอบที่มากที่สุดคือ “ขึ้นอยู่กับว่าดีกว่าในเรื่องอะไร” การรู้ว่าพนักงานของคุณเองอยากได้สวัสดิการข้อไหน จึงสำคัญกว่าการเพิ่มจำนวนรายการสวัสดิการ

วิธีหาคำตอบคือถามพนักงานตรง ๆ แล้วแยกคำตอบตามกลุ่ม เป็นหลักเดียวกับที่ใช้ในบริการวิจัย customer insight

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

สวัสดิการพนักงานที่คนอยากได้มากที่สุดคืออะไร

จากชาวออฟฟิศ 846 คนที่ตอบระหว่าง 1-16 กันยายน 2026 อันดับหนึ่งคือประกันสุขภาพที่ครอบคลุมมากกว่าเดิม 43.4% ตามด้วยวันลาพักร้อนเพิ่ม 31.1% และชั่วโมงทำงานที่ยืดหยุ่นกว่า 29.4%

ชาวออฟฟิศให้ความสำคัญกับเงินเดือนหรือสวัสดิการมากกว่า

เงินเดือนมาก่อน 72.7% ตอบว่าเงินเดือนสำคัญกว่า มีเพียง 5.3% ที่ยอมรับเงินเดือนน้อยลงเพื่อแลกกับสวัสดิการที่ดีกว่า (n 846, ก.ย. 2026) สวัสดิการจึงมีผลมากตอนที่เงินเดือนสองที่ใกล้เคียงกัน

คนหมดไฟในการทำงานมากแค่ไหน

ชาวออฟฟิศ 23.1% บอกว่าหมดไฟชัดเจนในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา (n 827, ก.ย. 2026) ในกลุ่มที่รู้สึกว่าบริษัทไม่ค่อยใส่ใจ ตัวเลขนี้ขึ้นไปถึง 39.9%

ถ้าสวัสดิการพนักงานดีกว่า คนจะย้ายงานไหม

72.8% ตอบว่าเปลี่ยนทันทีหรืออาจเปลี่ยน ถ้าเงินเดือนเท่าเดิมแต่สวัสดิการดีกว่า (n 846, ก.ย. 2026) คำตอบส่วนใหญ่มีเงื่อนไขว่าต้องดีกว่าในเรื่องที่ตัวเองอยากได้

สรุป

สวัสดิการพนักงานที่ชาวออฟฟิศอยากได้มากที่สุดคือประกันสุขภาพที่ครอบคลุมกว่าเดิม และสิ่งที่อยากได้ต่างกันตามช่วงอายุ คนอายุน้อยอยากได้เวลาพัก คนอายุ 35 ปีขึ้นไปอยากได้ความช่วยเหลือเรื่องครอบครัว เงินเดือนยังเป็นตัวหลักในการเลือกงาน แต่ถ้าเงินเดือนเท่ากัน คนส่วนใหญ่พร้อมย้ายไปที่ที่ให้สวัสดิการตรงใจกว่า ข้อมูลทั้งหมดมาจากชาวออฟฟิศ 846 คนในแผงผู้ตอบ Crowdster เก็บระหว่าง 1-16 กันยายน 2026

อยากรู้ว่าพนักงานของคุณอยากได้อะไรจริง ๆ

Crowdabout ออกแบบแบบสอบถามและแยกคำตอบตามกลุ่มพนักงาน ให้คุณเห็นว่าควรลงงบสวัสดิการตรงไหนก่อน

ปรึกษาฟรี ผ่าน LINE @Crowdabout

Facebook
Email
LinkedIn

บทความที่เกี่ยวข้อง

Thailand employee benefit

สวัสดิการพนักงานที่ชาวออฟฟิศอยากได้ แต่บริษัทยังไม่มี

Focus group คืออะไร

Focus Group คืออะไร ใช้เมื่อไหร่ถึงจะได้ผลจริง

พฤติกรรมการใช้จ่ายคนไทย 2026: เงินพอใช้ไหม ตัดอะไรก่อน ยอมจ่ายเพิ่มกับอะไร

Brand Personality

Brand Personality คืออะไร? และจะเลือก Brand Archetype ให้เหมาะกับธุรกิจได้อย่างไร

แผนกลยุทธ์การตลาด

แผนกลยุทธ์การตลาด: 5 ขั้นตอนวางแผนให้ได้ผลจริง

สีแบรนด์

สีแบรนด์: วิธีเลือกให้ตรงธุรกิจและสร้างการจดจำในสายตาผู้บริโภค

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
เพื่อผลลัพธ์ที่ธุรกิจต้องการ

เล่าโจทย์ให้เราฟัง เราจะออกแบบงานวิจัยที่ตอบเป้าหมายธุรกิจของคุณโดยเฉพาะ

ตอบกลับภายใน 24 ชั่วโมงในวันทำการ