Competitor Analysis คืออะไร และวิเคราะห์คู่แข่งอย่างไร

Competitor Analysis คืออะไร และวิเคราะห์คู่แข่งอย่างไร

Table of Contents

Competitor Analysis (การวิเคราะห์คู่แข่ง) คือการศึกษาว่าคู่แข่งขายอะไร ตั้งราคาเท่าไร สื่อสารอย่างไร และลูกค้าเลือกหรือเลิกซื้อเพราะเหตุผลใด เพื่อตัดสินใจว่าแบรนด์ของคุณควรสู้ตรงไหน บทความนี้อธิบายว่าคู่แข่งมีกี่ประเภท ต้องดูข้อมูลอะไรบ้าง และเทียบแบรนด์กับคู่แข่งด้วยข้อมูลผู้บริโภคได้อย่างไร

Competitor Analysis คืออะไร

Competitor Analysis คือการศึกษาคู่แข่งอย่างเป็นระบบ เพื่อตัดสินใจว่าแบรนด์ควรสู้ตรงไหน ครอบคลุมคู่แข่งทางตรงที่ขายของแบบเดียวกัน และคู่แข่งทางอ้อมที่ลูกค้าใช้แทนกันได้ ในภาษาไทยตรงกับ วิเคราะห์คู่แข่ง ข้อมูลที่ใช้มีทั้งฝั่งธุรกิจ เช่น ราคาและงบการเงิน และฝั่งผู้บริโภค เช่น เหตุผลที่เลือกและเลิกซื้อ

ในทางปฏิบัติ การดูคู่แข่งมักถูกมองเป็นการเช็กราคา กระทู้ธุรกิจบนเว็บบอร์ดสาธารณะของไทยที่พูดถึงคู่แข่งมักวนอยู่กับเรื่องนี้ ร้านค้าซ่อนราคาไว้ในแชทเพราะกลัวถูกตัดราคา ห้างห้ามถ่ายรูปป้ายราคา และมีคนเล่าว่า “ตอนทำงานอยู่ห้างแห่งหนึ่งก็จะมีพนักงานไปสืบราคาคู่แข่งด้วยการถ่ายรูปราคามา” ฝั่งลูกค้าบางส่วนแก้ปัญหาด้วยการไปดูราคาบนแพลตฟอร์มจองแทน เพราะรู้ราคาแน่นอนกว่า ราคาเป็นข้อมูลที่เห็นได้จากภายนอก แต่ไม่ได้บอกว่าทำไมลูกค้าเลือกร้านหนึ่งแทนอีกร้าน

Competitor คือ ธุรกิจแบบไหน และแบ่งเป็นกี่ประเภท

Competitor คือ ธุรกิจที่แย่งเงินของลูกค้ากลุ่มเดียวกับคุณ แบ่งเป็นสองประเภทหลักตามลักษณะของสิ่งที่ขาย

คู่แข่งทางตรง ขายสินค้าหรือบริการแบบเดียวกัน กลุ่มลูกค้าและช่วงราคาใกล้เคียงกัน

คู่แข่งทางอ้อม ขายของคนละชนิด แต่ตอบความต้องการเดียวกัน ลูกค้าเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งแทนกันได้

แล้วใครเป็นคนกำหนดว่าใครคือคู่แข่ง ตัวอย่างที่ถกเถียงกันบนเว็บบอร์ดไทยคือข้าวกล่องจากร้านสะดวกซื้อเทียบกับร้านข้าวแกง ฝ่ายหนึ่งมองว่าเป็นคู่แข่งกันมานานแล้ว เพราะมั่นใจเรื่องความสะอาดและความสม่ำเสมอ อีกฝ่ายมองว่ายังไม่ใช่คู่แข่งตรง เพราะต้องกินสองกล่องถึงจะอิ่ม ความเห็นแตกกันเพราะแต่ละฝ่ายเทียบคนละเรื่อง ลูกค้าจึงเป็นคนกำหนดคู่แข่งจากสิ่งที่เขาเอามาเทียบ ในสายตาลูกค้า competitor คือ ทางเลือกทุกอย่างที่เขานำมาเทียบกับแบรนด์ของคุณ

Ehrenberg-Bass Institute โดย Professor Jenni Romaniuk เขียนไว้ในรายงาน B2B ฉบับเดือนพฤษภาคม 2021 ว่าคู่แข่งหลักของแบรนด์มักเป็นแบรนด์ที่ใหญ่ที่สุดในหมวด โดยไม่ขึ้นกับภาพลักษณ์หรือตำแหน่งทางการตลาด และแบรนด์เล็กที่คล้ายแบรนด์ของคุณมักกระทบยอดขายน้อยกว่าที่คิด หลักการนี้มาจากตลาด B2B ต่างประเทศ จึงใช้เป็นแนวคิดตั้งต้นเท่านั้น ไม่ใช่ตัวเลขของตลาดไทย

Competitor Analysis มีอะไรบ้าง

แบ่งตามที่มาของข้อมูลได้สองฝั่ง ฝั่งธุรกิจหาได้เองจากข้อมูลที่เปิดเผยอยู่แล้ว ฝั่งผู้บริโภคต้องถามจากลูกค้าโดยตรง

ข้อมูลฝั่งธุรกิจ

  • ราคา แพ็กเกจ และโปรโมชันจากหน้าเว็บ แอป และหน้าร้าน
  • สินค้า ช่องทางขาย และการสื่อสารบนโซเชียล
  • งบการเงินของคู่แข่งที่จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล

ข้อมูลฝั่งผู้บริโภค

  • ผู้บริโภครู้จักและเคยพิจารณาแบรนด์ไหนบ้าง
  • เวลาจะซื้อ เขาเทียบแบรนด์ของคุณกับใคร
  • เหตุผลที่เลือก เหตุผลที่สลับแบรนด์ และเหตุผลที่เลิกซื้อ

ข้อมูลฝั่งธุรกิจบางส่วนหาได้ฟรี กรมพัฒนาธุรกิจการค้ามีระบบ DBD DataWarehouse+ ให้ค้นงบแสดงฐานะการเงิน งบกำไรขาดทุน และอัตราส่วนทางการเงินของนิติบุคคล พร้อมเทียบกับธุรกิจประเภทเดียวกัน ตามที่กรมเปิดเผยผ่านข่าวเมื่อเดือนสิงหาคม 2026 ระบบไม่มีค่าใช้จ่ายและมียอดใช้งานสะสมกว่า 84 ล้านครั้ง ณ วันที่ 2 สิงหาคม 2026 ข้อจำกัดมีสองข้อ ระบบมีเฉพาะนิติบุคคลที่ยื่นงบ ร้านเล็กที่ไม่ได้จดทะเบียนจะไม่อยู่ในนั้น และงบการเงินบอกได้ว่าคู่แข่งขายได้เท่าไร แต่ไม่บอกว่าทำไมลูกค้าถึงเลือกเขา

Template และ framework ที่ใช้เทียบคู่แข่ง

ฝั่งธุรกิจมีกรอบที่ใช้กันทั่วไป เช่น SWOT และ Porter’s Five Forces ส่วนตารางเทียบคู่แข่ง (competitor matrix) ใช้จัดข้อมูลของทุกรายไว้ในแถวเดียวกัน กรอบเหล่านี้ช่วยจัดข้อมูลที่มีอยู่ให้เป็นระเบียบ แต่ไม่ได้สร้างข้อมูลฝั่งผู้บริโภคขึ้นมาให้

วิเคราะห์คู่แข่ง ด้วยข้อมูลผู้บริโภค ทำอย่างไร

วิเคราะห์คู่แข่ง ด้วยข้อมูลผู้บริโภคทำได้ 5 ขั้น เริ่มจากคำถามที่ต้องตัดสินใจ แล้วให้ผู้บริโภคเป็นคนบอกว่าใครคือคู่แข่ง

  1. ตั้งคำถามที่ต้องตัดสินใจ เช่น จะลดราคาสู้หรือไม่ จะปรับจุดขายอย่างไร ถ้าไม่มีคำถาม ข้อมูลที่เก็บมาจะกลายเป็นรายงานที่ไม่มีใครใช้
  2. ให้ผู้บริโภคบอกว่าใครคือคู่แข่ง ถามแบบเปิดว่าเวลาจะซื้อสินค้าหมวดนี้ เขาเทียบกับแบรนด์หรือทางเลือกอะไรบ้าง รายชื่อที่ได้อาจต่างจากรายชื่อที่ทีมคิดไว้
  3. วัดทุกแบรนด์ด้วยคำถามชุดเดียวกัน ทั้งการรู้จัก การพิจารณาซื้อ ภาพลักษณ์ เหตุผลที่เลือก และเหตุผลที่เลิกซื้อ เพื่อให้เทียบกันได้ตรง
  4. เลือกวิธีเก็บข้อมูลให้ตรงกับคำถาม แบบสำรวจตอบว่าเป็นกี่คน การสัมภาษณ์ตอบว่าทำไม รายละเอียดอยู่ในหัวข้อถัดไป
  5. แปลผลเป็นการตัดสินใจ แยกเรื่องที่แบรนด์เหนือกว่า เรื่องที่ตามหลัง และเรื่องที่ไม่มีใครในหมวดทำได้ดี เรื่องสุดท้ายคือช่องว่างที่ควรเข้าไปเล่น

ตัวอย่างตารางเทียบแบรนด์จากมุมมองผู้บริโภค

ตารางนี้เป็นตัวอย่างประกอบที่สมมติขึ้นเพื่อแสดงโครงตาราง ไม่ใช่ผลวิจัยจริง และไม่มีตัวเลขจริงอยู่ในตาราง

แบรนด์ การรับรู้ เหตุผลที่เลือก เหตุผลที่เลิก
แบรนด์ A (แบรนด์ของคุณ) รู้จักดี แต่ถูกมองว่าราคาสูง คุณภาพสม่ำเสมอ ราคาสูงกว่าแบรนด์ B
แบรนด์ B รู้จักปานกลาง ราคาถูก หาซื้อง่าย คุณภาพไม่คงที่
แบรนด์ C รู้จักน้อย ตอบโจทย์เฉพาะกลุ่ม หาซื้อยาก

อ่านตารางตามแถว จะเห็นว่าแบรนด์ A มีคู่แข่งที่ชนะเรื่องราคา คือ B และคู่แข่งที่ชนะเรื่องความเฉพาะกลุ่ม คือ C สองรายนี้ต้องรับมือคนละแบบ การลดราคาสู้ B ไม่ช่วยอะไรกับลูกค้ากลุ่มที่ไปหา C

💡 มีโจทย์เทียบแบรนด์กับคู่แข่งอยู่แล้ว: ส่งบรีฟสั้น ๆ ให้ทีม Crowdabout ผ่าน LINE @Crowdabout ทีมตอบกลับภายใน 1 วันทำการ

เทียบแบรนด์เรากับคู่แข่งจากมุมมองลูกค้า ควรใช้วิธีวิจัยแบบไหน

เลือกวิธีตามคำถาม ถ้าอยากรู้ว่ามีกี่คน ใช้แบบสำรวจ ถ้าอยากรู้ว่าทำไม ใช้การสัมภาษณ์

วิธี เหมาะกับคำถามแบบไหน ข้อจำกัด
แบบสำรวจออนไลน์ (survey) มีกี่คนที่รู้จัก เลือก หรือเลิกซื้อแต่ละแบรนด์ เทียบหลายแบรนด์ด้วยคำถามชุดเดียวกัน อธิบายเหตุผลได้เท่าที่คำถามถามไว้
Social listening คนพูดถึงแบรนด์ต่าง ๆ ในที่สาธารณะอย่างไร ได้เฉพาะเสียงของคนที่โพสต์ ไม่รู้ความเห็นของคนที่เงียบ
Focus group และสัมภาษณ์เชิงลึก เหตุผลและความรู้สึกเบื้องหลังการเลือกแบรนด์ กลุ่มเล็ก สรุปเป็นสัดส่วนไม่ได้
Mystery shopper ประสบการณ์ซื้อจริงที่หน้าร้านหรือบริการเทียบกับคู่แข่ง ได้ข้อมูลเฉพาะจุดและเฉพาะรอบที่ไปตรวจ

แบบสำรวจเป็นวิธีที่เทียบหลายแบรนด์ได้ในชุดเดียว คู่มือวิธีทำแบบสำรวจออนไลน์ให้ได้ข้อมูลจริงอธิบายการออกแบบคำถามและการเลือกผู้ตอบ ถ้าอยากดูแบรนด์ตัวเองให้ครบก่อนเทียบ ตรวจแบรนด์ทั้งภายในและภายนอกเป็นจุดตั้งต้นที่ดี

ทำเองหรือจ้างบริษัทวิจัยตลาด เลือกแบบไหนดี

ทำเองได้เมื่อต้องดูแค่ข้อมูลที่คู่แข่งเปิดเผยอยู่แล้ว ควรจ้างเมื่อต้องรู้ว่าลูกค้ารู้สึกกับแบรนด์ของคุณเทียบกับคู่แข่งอย่างไร

เหมาะกับใคร ทำเองได้ถ้าสิ่งที่ต้องรู้คือราคา สินค้า หรือโปรโมชันของคู่แข่งที่ดูจากหน้าเว็บได้ จ้างเมื่อคำถามคือลูกค้ารู้สึกอย่างไรกับแบรนด์ของคุณเมื่อเทียบกับรายอื่น

เลือกอย่างไร ถามตัวเองว่าต้องการข้อมูลที่ดูได้เอง หรือความเห็นของผู้บริโภคที่ไม่มีใครเปิดเผย อย่างแรกใช้เวลาของทีมเอง อย่างหลังต้องมีผู้ตอบจริง

งบและเวลา ค่าใช้จ่ายขึ้นกับสามอย่างรวมกัน คือจำนวนแบรนด์ที่เทียบ จำนวนกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องแยกอ่านผล และวิธีเก็บข้อมูล ตัวอย่างจากบริการ Brand Health Check ของ Crowdabout เริ่มต้นประมาณ 180,000 บาท ใช้เวลา 3-5 สัปดาห์ กลุ่มตัวอย่างโดยทั่วไป 300-1,000 คน ตามหน้าบริการ ณ วันที่ 26 ตุลาคม 2026 ราคาจริงขึ้นกับจำนวนคู่แข่งและขนาดกลุ่มตัวอย่าง

Crowdabout ทำให้แบบไหน บริการวัดสถานะแบรนด์เทียบคู่แข่งของ Crowdabout เก็บข้อมูลผ่านแบบสำรวจจาก Crowdster consumer panel กว่า 200,000 คน วัดการรู้จัก ภาพลักษณ์ และตำแหน่งของแบรนด์เทียบกับคู่แข่ง ตัวอย่างโครงการจริงอ่านได้ในกรณีศึกษาที่ต้องวัดทั้งแบรนด์ คู่แข่ง และตลาดพร้อมกัน ถ้าอยากดูว่าตำแหน่งเทียบคู่แข่งขยับอย่างไรในแต่ละรอบ ใช้วิธีวัดภาพรวมแบรนด์ซ้ำเป็นรอบเพื่อดูความเปลี่ยนแปลง

คำถามที่พบบ่อย

Competitor Analysis คืออะไร

เป็นการศึกษาคู่แข่งเพื่อตัดสินใจว่าแบรนด์ควรสู้ตรงไหน โดยดูข้อมูลฝั่งธุรกิจ เช่น ราคาและงบการเงิน ร่วมกับข้อมูลฝั่งผู้บริโภค เช่น เหตุผลที่ลูกค้าเลือกและเลิกซื้อ ภาษาไทยเรียกว่าการวิเคราะห์คู่แข่ง

Competitor Analysis มีกี่แบบ มีอะไรบ้าง

แบ่งได้สองแบบตามที่มาของข้อมูล แบบแรกใช้ข้อมูลฝั่งธุรกิจ ได้แก่ ราคา สินค้า ช่องทางขาย และงบการเงิน แบบที่สองใช้ข้อมูลผู้บริโภค ได้แก่ การรับรู้ เหตุผลที่เลือก และเหตุผลที่เลิกซื้อ งานส่วนใหญ่ใช้ทั้งสองแบบประกอบกัน เพราะข้อมูลธุรกิจบอกว่าคู่แข่งทำอะไร ส่วนข้อมูลผู้บริโภคบอกว่าลูกค้าคิดอย่างไรกับสิ่งที่คู่แข่งทำ

วิเคราะห์คู่แข่งด้วยข้อมูลผู้บริโภคต่างจากวิเคราะห์จากข้อมูลสาธารณะอย่างไร

ข้อมูลสาธารณะบอกสิ่งที่คู่แข่งทำและเปิดเผยออกมา เช่น ราคา โปรโมชัน และงบการเงิน ข้อมูลผู้บริโภคบอกว่าลูกค้ามองแบรนด์เทียบกันอย่างไรและเพราะอะไร ซึ่งไม่มีคู่แข่งรายไหนเปิดเผยให้เห็นเอง จึงต้องถามจากผู้บริโภคโดยตรง

ต้องใช้กลุ่มตัวอย่างกี่คนถึงเทียบแบรนด์กับคู่แข่งได้

ไม่มีตัวเลขตายตัว จำนวนที่ต้องใช้เพิ่มขึ้นตามจำนวนแบรนด์ที่เทียบและจำนวนกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องแยกอ่านผล เพราะแต่ละกลุ่มต้องมีคนตอบมากพอจะอ่านได้ ตัวอย่างจากบริการ Brand Health Check ของ Crowdabout โดยทั่วไปใช้ 300-1,000 คน ตามหน้าบริการ ณ วันที่ 26 ตุลาคม 2026 และทีมจะแนะนำขนาดที่เหมาะสมหลังรับบรีฟ

สรุป

วิเคราะห์คู่แข่งด้วยข้อมูลผู้บริโภค คือการถามผู้บริโภคว่าเขาเทียบแบรนด์ของคุณกับใคร และเลือกหรือเลิกซื้อเพราะอะไร แล้วเอาคำตอบมาตัดสินใจว่าจะสู้ตรงไหน ข้อมูลราคาและงบการเงินของคู่แข่งใช้ประกอบกันได้ แต่ตอบเรื่องเหตุผลของลูกค้าไม่ได้

แหล่งอ้างอิง

อยากรู้ว่าลูกค้ามองแบรนด์ของคุณเทียบกับรายอื่นอย่างไร

ปรึกษาทีม Crowdabout เพื่อออกแบบการเก็บข้อมูลผู้บริโภคที่ตอบการตัดสินใจของคุณ

ปรึกษาฟรี ผ่าน LINE @Crowdabout

Facebook
Email
LinkedIn

บทความที่เกี่ยวข้อง

ขนาดตัวอย่างวิจัยตลาด เก็บกี่คนถึงพอ และเลือกอย่างไร

ขนาดตัวอย่างวิจัยตลาด เก็บกี่คนถึงพอ และเลือกอย่างไร

Competitor Analysis คืออะไร และวิเคราะห์คู่แข่งอย่างไร

Competitor Analysis คืออะไร และวิเคราะห์คู่แข่งอย่างไร

กรณีศึกษา วิจัยเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ รุ่นใหม่ของแบรนด์มอเตอร์ไซค์

กรณีศึกษา: วิจัยเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ รุ่นต่อไปของแบรนด์มอเตอร์ไซค์

ยอดขายตกเพราะอะไร กรณีศึกษา Brand Health Check

กรณีศึกษา: ยอดขายตกเพราะอะไร แบรนด์อาหารเสริมหาคำตอบได้อย่างไร

Brand Audit คืออะไร ตรวจอะไรบ้าง และควรทำตอนไหน

Brand Audit คืออะไร ตรวจอะไรบ้าง และควรทำตอนไหน

Crowdabout ราคาเท่าไหร่ และควรเลือกบริการวิจัยแบบไหน

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
เพื่อผลลัพธ์ที่ธุรกิจต้องการ

เล่าโจทย์ให้เราฟัง เราจะออกแบบงานวิจัยที่ตอบเป้าหมายธุรกิจของคุณโดยเฉพาะ

ตอบกลับภายใน 24 ชั่วโมงในวันทำการ