วิจัยตลาดสกินแคร์กัญชง: หากลุ่มเป้าหมายจริงก่อนเปิดสายผลิตใหม่
Crowdabout ทำ Business Idea Validation ให้ผู้ผลิตสินค้าความงามรายหนึ่งในไทย ที่กำลังจะเพิ่มสายผลิตสกินแคร์ซึ่งใช้น้ำมันกัญชงเป็นส่วนประกอบหลัก แบรนด์มีสายผลิตเดิมอยู่แล้ว มีคุณสมบัติของส่วนผสมที่ตั้งใจจะสื่อสาร และมีความพร้อมด้านการผลิต แต่ปัญหาคือ ยังไม่มีใครยืนยันได้ว่าคนที่จะจ่ายเงินซื้อสกินแคร์กัญชงจริง ๆ คือใคร
แบรนด์เข้ามาพร้อม assumption ในมือว่ากลุ่มเป้าหมายคือผู้หญิงวัยทำงานที่มีกำลังซื้อ อาศัยอยู่ในกรุงเทพและปริมณฑล โจทย์ของงานวิจัยตลาดสกินแคร์กัญชงชุดนี้จึงมีสี่ข้อ ผู้บริโภคกลุ่มไหนคือกลุ่มที่ควรเริ่มก่อน ควรผลิตออกมาในรูปแบบไหน ตั้งราคาเท่าไหร่ และสื่อสารกับเขาด้วยอะไร
ภาพรวมโครงการ
| มิติ | รายละเอียด |
|---|---|
| ประเภทธุรกิจ | ผู้ผลิตสินค้าความงามรายหนึ่งในไทย |
| บริการที่ใช้ | Business Idea Validation |
| วิธีเก็บข้อมูล | Quantitative Survey |
| กลุ่มตัวอย่าง | เพศหญิงและกลุ่ม LGBTQ+ อายุ 18-35 ปี |
| พื้นที่เก็บข้อมูล | กรุงเทพและปริมณฑล |
| ระยะเวลา | 4 สัปดาห์ |
| ปีที่เก็บข้อมูล | 2564 |
ปัญหาคือ แบรนด์พร้อมผลิต แต่ยังไม่รู้ว่าจะขายให้ใคร
- สิ่งที่แบรนด์ถือมา ความพร้อมด้านการผลิต คุณสมบัติของน้ำมันกัญชงที่ตั้งใจจะสื่อสาร และ assumption เรื่องกลุ่มเป้าหมายที่ยังไม่เคยถูกทดสอบกับผู้บริโภคจริง
- จุดที่ติด กัญชงเป็นส่วนผสมที่ผู้บริโภคไทยยังไม่คุ้นในตอนนั้น การเดากลุ่มเป้าหมายจากประสบการณ์ของสกินแคร์หมวดทั่วไปจึงตอบไม่ได้ว่าใครจะยอมลองของใหม่ก่อน
- สิ่งที่ต้องตอบก่อนลงทุน การเปิดสายผลิตหมายถึงต้องเลือกรูปแบบผลิตภัณฑ์ ขนาดบรรจุ และช่วงราคาไปพร้อมกันทั้งชุด ถ้าเลือกผิดตั้งแต่ต้น การกลับมาแก้ทีหลังมีต้นทุน
โจทย์หลักที่ Crowdabout ต้องตอบ
แบรนด์มาหา Crowdabout เพราะอยากได้ “คนที่ใช่สำหรับสกินแคร์กัญชง” และแนวทางการสื่อสารกับคนกลุ่มนั้น คำตอบระดับที่ว่าตลาดนี้น่าสนใจหรือไม่ ยังไม่พอให้ตัดสินใจเรื่องรูปแบบ ราคา และขนาดบรรจุ
แบรนด์จึงเลือกวัดทั้งความสนใจและเงื่อนไขการซื้อในแบบสอบถามชุดเดียว
โจทย์ทั้งสี่ข้อของเคสนี้ต้องการการจัดลำดับ ไม่ใช่การตีความ ผู้บริโภคสนใจรูปแบบไหนมากกว่ากัน ยอมจ่ายที่ราคาเท่าไหร่ และคาดหวังภาพลักษณ์แบบใด คำถามชุดนี้ต้องการคนจำนวนมากพอที่จะเทียบระหว่างกลุ่มอายุได้ Crowdabout จึงออกแบบให้วัดทุกเรื่องจากคนกลุ่มเดียวกันในแบบสอบถามชุดเดียว ผลลัพธ์เทียบข้ามคำถามได้ ไม่ต้องเดาว่าคนที่ตอบเรื่องราคาคือคนเดียวกับที่ตอบเรื่องรูปแบบหรือเปล่า
เลือกเก็บข้อมูลจากผู้บริโภคที่อยู่คนละช่วงชีวิต เพราะแต่ละกลุ่มยืนอยู่คนละจุด
กลุ่มอายุ 18-25 ปี ส่วนใหญ่ยังเรียนอยู่ ส่วนกลุ่มอายุ 26-35 ปี เป็นวัยทำงาน สองกลุ่มนี้มองส่วนผสมที่ยังไม่คุ้นคนละแบบ ถ้าเก็บรวมแล้วเฉลี่ยออกมาเป็นตัวเลขเดียว ความต่างตรงนี้จะหายไป
โจทย์ที่แบรนด์อยากได้คำตอบ
- ผู้บริโภคกลุ่มไหนคือกลุ่มเป้าหมายจริงของสกินแคร์ที่ใช้น้ำมันกัญชง
- ควรเริ่มผลิตในรูปแบบใดก่อน จากรูปแบบที่เป็นไปได้ทั้งหมดในหมวดสกินแคร์
- ราคาที่ผู้บริโภคยอมรับสำหรับการเข้าตลาดอยู่ที่เท่าไหร่
- แบรนด์ควรมีภาพลักษณ์แบบใดในสายตาผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมาย
- ควรสื่อสารเรื่องกัญชงด้วยข้อความแบบไหน
เราวัดอะไรบ้าง
ขั้นที่ 1 ตรวจ assumption เรื่องกลุ่มเป้าหมาย
เริ่มจากตั้งสมมติฐานเรื่องเพศ อายุ รายได้ และพื้นที่อยู่อาศัย แล้ววัดพฤติกรรมการซื้อสกินแคร์และทัศนคติต่อส่วนผสมกัญชงของแต่ละกลุ่ม เพื่อดูว่ากลุ่มไหนตอบสนองต่างจากกลุ่มอื่นอย่างชัดเจน
ขั้นที่ 2 วัดความสนใจต่อรูปแบบผลิตภัณฑ์
ให้ผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายจัดลำดับความสนใจของรูปแบบสกินแคร์ 9 รูปแบบ ตั้งแต่คลีนซิ่ง โทนเนอร์ เซรั่ม เอสเซนส์ ครีม อายครีม มาส์ก ออยล์ ไปจนถึงผลิตภัณฑ์แต้มสิว พร้อมถามเหตุผลที่สนใจและเหตุผลที่ไม่สนใจของแต่ละรูปแบบ
ขั้นที่ 3 วัดราคา ภาพลักษณ์ และการสื่อสารที่คาดหวัง
วัดช่วงราคาที่ผู้บริโภคมองว่าเหมาะสมกับรูปแบบที่เขาสนใจที่สุด ภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่เขาคาดหวังจะเห็น และรูปแบบการสื่อสารที่เขาอยากได้จากแบรนด์สกินแคร์ที่ใช้ส่วนผสมใหม่
สิ่งที่เราพบจาก Business Idea Validation
💡 บริบทของข้อมูล: ข้อมูลชุดนี้เก็บเมื่อปี 2564 ตัวเลขราคาและลำดับความสนใจต่อรูปแบบผลิตภัณฑ์จึงสะท้อนตลาดในช่วงเวลานั้น
- ผู้บริโภคที่เปิดรับส่วนผสมใหม่เร็วที่สุดในหมวดสกินแคร์คือกลุ่มอายุ 18-25 ปี เขาลองของใหม่โดยไม่ต้องรอให้แบรนด์เป็นที่รู้จักก่อน และเป็นกลุ่มที่รีวิวจากคนที่เขาติดตามมีผลกับการตัดสินใจมากที่สุด
- ผู้บริโภคอายุ 26-35 ปี ใช้ความน่าเชื่อถือของแบรนด์และที่มาของส่วนผสมเป็นเงื่อนไขก่อนตัดสินใจ เขาสนใจกัญชงเหมือนกัน แต่จะรอดูว่ามีคนใช้แล้วปลอดภัยก่อน กลุ่มนี้จึงเข้าตลาดช้ากว่าโดยธรรมชาติ
- เซรั่มคือรูปแบบที่ผู้บริโภคสนใจมากที่สุดจาก 9 รูปแบบที่ทดสอบ ตามด้วยครีมและเอสเซนส์ เหตุผลที่เขาให้คือเซรั่มเป็นขั้นตอนที่เข้มข้นที่สุด เขาจึงคาดหวังว่าจะได้คุณสมบัติของส่วนผสมเต็มที่
- ข้อกังวลที่ผู้บริโภคพูดถึงมากที่สุดอยู่ที่เนื้อสัมผัสและการแพ้ ไม่ได้อยู่ที่ตัวกัญชง เขากังวลว่าผลิตภัณฑ์ฐานน้ำมันจะเหนอะและหนักเกินไป และกังวลว่าจะแพ้ส่วนผสมที่ยังไม่เคยใช้ ส่วนเอสเซนส์กับโทนเนอร์ถูกมองว่าเป็นขั้นตอนที่เพิ่มความยุ่งยาก
- เพดานราคาของผู้บริโภคในหมวดนี้อยู่ที่ 600-800 บาทสำหรับเซรั่ม โดยกลุ่มอายุ 18-25 ปี ยอมลองที่ราคา 800 บาทขึ้นไปได้ถ้าเชื่อในคุณสมบัติของส่วนผสม ความกล้าจ่ายให้ของใหม่กับระดับรายได้จึงไม่ได้ไปด้วยกันเสมอ
“ผู้บริโภคไม่ได้ต้องการให้แบรนด์อธิบายว่ากัญชงคืออะไร กัญชงเป็นจุดขายในตัวมันอยู่แล้ว สิ่งที่เขาอยากรู้คือทาแล้วผิวเปลี่ยนอย่างไร และเนื้อสัมผัสเป็นแบบไหน”
Our Strategic Recommendation
ด้านลำดับการเข้าตลาด
เสนอให้เปิดตัวกับกลุ่มอายุ 18-25 ปี ก่อน แล้วใช้รีวิวและประสบการณ์จริงจากกลุ่มนี้เป็นสะพานไปหากลุ่มอายุ 26-35 ปี เพราะกลุ่มหลังรอหลักฐานว่ามีคนใช้แล้วปลอดภัย
ด้านรูปแบบและขนาดบรรจุ
เสนอให้ใช้เซรั่มเป็นตัวนำของสายผลิต และเปิดตัวด้วยขนาดทดลอง 10ml ควบคู่กับขนาดมาตรฐาน 35ml เพื่อลดภาระในการตัดสินใจครั้งแรกของคนที่ยังไม่เคยใช้ส่วนผสมนี้
ด้านการสื่อสาร
เสนอให้ย้ายน้ำหนักของข้อความหลักจากการอธิบายว่ากัญชงคืออะไร ไปที่ผลลัพธ์กับผิวและเนื้อสัมผัสที่บางเบาและซึมเร็ว โดยเลี่ยงคำที่สื่อไปทางการรักษาโรค และเสนอให้สื่อสารที่มาของส่วนผสมให้ชัด เพราะเป็นเงื่อนไขที่กลุ่มวัยทำงานใช้ตัดสินใจ
ด้านราคาและโปรโมชัน
เสนอให้วางราคาเซรั่มไม่เกินช่วง 600-800 บาท และใช้การจัดชุดกับอุปกรณ์ที่ใช้ร่วมกันแทนการลดราคา ถ้าจำเป็นต้องลดราคา เสนอให้มีเหตุผลกำกับทุกครั้ง เพราะการลดราคาบ่อยโดยไม่มีเหตุผลจะทำให้ผู้บริโภคตีค่าผลิตภัณฑ์ต่ำลงตามไปด้วย
ถ้าไม่ทำ Business Idea Validation ก่อน จะเสียอะไร
การเปิดสายผลิตใหม่บังคับให้ตัดสินใจหลายเรื่องพร้อมกัน รูปแบบผลิตภัณฑ์ ขนาดบรรจุ ช่วงราคา และข้อความที่จะใช้สื่อสาร ทุกข้อผูกกับต้นทุนที่จ่ายไปแล้วตั้งแต่ก่อนสินค้าออกวางขาย
ถ้ายึด assumption เรื่องกลุ่มเป้าหมายไว้ตั้งแต่แรก งบสื่อจะถูกใช้ไปกับคนที่ยังไม่พร้อมลองของใหม่ ส่วนคนที่พร้อมลองที่สุดกลับไม่ได้เห็นเนื้อหาเลย และเมื่อยอดขายไม่มา สิ่งที่มักถูกโทษคือตัวผลิตภัณฑ์ ทั้งที่ปัญหาอยู่ที่การเลือกกลุ่มตั้งแต่ต้น
Key Takeaways: 4 ข้อที่ทีมการตลาดสายความงามเอาไปใช้ได้ทันที
1. กำลังซื้อกับความกล้าลองของใหม่เป็นคนละเรื่องกัน กลุ่มที่มีรายได้สูงกว่าไม่ได้แปลว่าจะยอมจ่ายให้ส่วนผสมที่ยังไม่คุ้นก่อน
2. เลือกรูปแบบผลิตภัณฑ์จากความคาดหวังของผู้บริโภค ไม่ใช่จากความง่ายในการผลิต ผู้บริโภคเลือกเซรั่มเพราะเชื่อว่าเป็นขั้นตอนที่เข้มข้นที่สุด เหตุผลนี้ผูกกับส่วนผสมโดยตรง
3. ผู้บริโภคตัดสินใจจากเนื้อสัมผัสก่อนอ่านสรรพคุณ ผลิตภัณฑ์ฐานน้ำมันมีภาพจำเรื่องความเหนอะติดอยู่ ถ้าข้อความไม่แก้ตรงนี้ก่อน คนจะไม่อ่านต่อไปถึงสรรพคุณ
4. ขนาดทดลองคือเครื่องมือลดความเสี่ยงของผู้บริโภค สำหรับส่วนผสมใหม่ ขนาดเล็กทำให้คนที่กลัวแพ้ยอมลองได้โดยไม่ต้องจ่ายเต็มราคา
สิ่งที่เราส่งมอบให้กับลูกค้า
| มิติ | สิ่งที่ส่งมอบ |
|---|---|
| Target Persona | ข้อสรุปว่าผู้บริโภคกลุ่มไหนคือกลุ่มเป้าหมายหลัก พร้อมลำดับว่าควรเข้าหากลุ่มใดก่อน |
| รูปแบบผลิตภัณฑ์ | ลำดับความสนใจของ 9 รูปแบบ พร้อมเหตุผลที่สนใจและไม่สนใจของแต่ละรูปแบบ |
| ราคาและขนาดบรรจุ | ช่วงราคาที่ผู้บริโภคยอมรับสำหรับการเข้าตลาด และขนาดบรรจุที่แนะนำสำหรับล็อตแรก |
| ภาพลักษณ์แบรนด์ | คุณลักษณะของแบรนด์ที่ผู้บริโภคกลุ่มเป้าหมายคาดหวังจะเห็น |
| แนวทางการสื่อสาร | ประเด็นที่ควรเน้น คำที่ควรเลี่ยง และแนวทางการทำโปรโมชันที่ไม่กระทบภาพลักษณ์ราคา |
โปรเจกต์ของคุณมีลักษณะคล้ายกันไหม?
ถ้ากำลังจะเปิดสายผลิตใหม่แต่ยังตอบไม่ได้ว่าคนที่จะซื้อจริงคือใคร คุยกับ Crowdabout ก่อนตัดสินใจลงทุน
คำถามที่พบบ่อย
Business Idea Validation ต่างจากการทำแบบสอบถามทั่วไปอย่างไร
แบบสอบถามทั่วไปตอบว่าคนสนใจไอเดียหรือไม่ ส่วน Business Idea Validation ออกแบบมาเพื่อให้ตัดสินใจต่อได้ทันที คือบอกว่าควรเริ่มกับใคร ผลิตรูปแบบไหน ตั้งราคาเท่าไหร่ และสื่อสารด้วยอะไร ทุกคำตอบวัดจากคนกลุ่มเดียวกันเพื่อให้เทียบข้ามกันได้
ทำไมกลุ่มเป้าหมายจริงถึงต่างจาก assumption ตั้งต้นได้
assumption ส่วนใหญ่ตั้งจากฐานผู้ซื้อของหมวดสินค้าเดิม แต่สินค้าที่ใช้ส่วนผสมใหม่ต้องการคนที่กล้าลองก่อน ซึ่งเป็นคนละคุณสมบัติกับกำลังซื้อ เคสนี้จึงพบว่ากลุ่มที่ควรเริ่มก่อนอายุน้อยกว่าที่แบรนด์ตั้งไว้
ทำไมเคสนี้ใช้แบบสอบถามอย่างเดียว ไม่ทำสัมภาษณ์เชิงลึกด้วย
โจทย์ของเคสนี้เป็นการจัดลำดับและหาจุดตัด ว่ารูปแบบไหนมาก่อน ราคาเท่าไหร่ที่คนยอมรับ คำถามแบบนี้ต้องการคนจำนวนมากพอที่จะเทียบระหว่างกลุ่มอายุได้ ถ้าโจทย์เป็นการหาเหตุผลเบื้องหลังพฤติกรรมที่คนไม่พูดออกมาตรง ๆ Crowdabout จะเสนอให้เพิ่มการเก็บเชิงลึกเข้าไปด้วย
ข้อมูลชุดนี้เก็บปี 2564 ยังใช้อ้างอิงได้อยู่ไหม
ตัวเลขราคาและลำดับความสนใจต่อรูปแบบผลิตภัณฑ์ควรอ่านเป็นภาพของตลาดในปีนั้น ส่วนกลไกที่พบ เช่น ความกล้าลองของใหม่ไม่ได้มาพร้อมกำลังซื้อ หรือข้อกังวลเรื่องเนื้อสัมผัสมาก่อนสรรพคุณ ยังใช้ตั้งสมมติฐานกับสินค้าที่ใช้ส่วนผสมใหม่ได้อยู่
ถ้าอยากทำวิจัยตลาดสกินแคร์กัญชงแบบนี้บ้าง ต้องเตรียมอะไร
เตรียมสองอย่างคือ assumption ที่ทีมถืออยู่ตอนนี้ว่ากลุ่มเป้าหมายคือใคร และรายการตัวเลือกที่กำลังชั่งใจอยู่ เช่น รูปแบบผลิตภัณฑ์และช่วงราคาที่คิดไว้ ยิ่งรายการตัวเลือกชัด แบบสอบถามยิ่งออกแบบให้ตัดสินใจได้เร็ว