ข้อมูลเชิงปริมาณ คือ ข้อมูลที่วัดออกมาเป็นตัวเลขและวิเคราะห์ทางสถิติได้ เช่น ร้อยละของลูกค้าที่พอใจ หรือค่าเฉลี่ยคะแนนความพึงพอใจ ต่างจากข้อมูลเชิงคุณภาพที่เน้นเหตุผลและความหมายเบื้องหลังคำตอบ ธุรกิจที่ต้องตัดสินใจโดยอ้างอิงตัวเลขที่ยืนยันได้ทางสถิติ มักเริ่มต้นจากข้อมูลเชิงปริมาณก่อนเสมอ
Key Takeaway
- ข้อมูลเชิงปริมาณตอบคำถามว่า “เท่าไหร่” และ “กี่เปอร์เซ็นต์” ส่วนเชิงคุณภาพตอบคำถามว่า “ทำไม”
- การสุ่มตัวอย่าง (Sampling) ที่ถูกวิธีเป็นตัวตัดสินว่าผลจากกลุ่มตัวอย่างเล็กจะเป็นตัวแทนของกลุ่มใหญ่ได้แค่ไหน
- สถิติเชิงปริมาณมีสองระดับ คือเชิงพรรณนาที่สรุปภาพรวม และเชิงอนุมานที่ทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร
- งานสำรวจขนาดใหญ่ระดับหลักพันตัวอย่างต้องวางแผนการเก็บข้อมูลและการวิเคราะห์ควบคู่กันตั้งแต่ต้น
ข้อมูลเชิงปริมาณ คือ อะไร
ข้อมูลเชิงปริมาณ (Quantitative Data) คือข้อมูลที่แสดงผลเป็นตัวเลขและนับ วัด หรือคำนวณทางสถิติได้ เก็บผ่านเครื่องมือที่มีโครงสร้างชัดเจน เช่น แบบสอบถามปลายปิดที่ให้เลือกคำตอบหรือให้คะแนนตามมาตราส่วน จุดแข็งของข้อมูลแบบนี้คือเปรียบเทียบได้ข้ามกลุ่ม ข้ามช่วงเวลา และสรุปเป็นตัวแทนของกลุ่มใหญ่ได้เมื่อเก็บตัวอย่างถูกวิธี อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับภาพรวมการวิจัยตลาดได้ที่ กระบวนการวิจัยตลาด 5 ขั้นตอน
ข้อมูลเชิงปริมาณต่างจากเชิงคุณภาพยังไง
ข้อมูลเชิงปริมาณเก็บจากกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่ด้วยคำถามปลายปิดที่มีโครงสร้างตายตัว ให้ผลที่นำไปสรุปเป็นตัวเลขอ้างอิงทางสถิติได้ ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพเก็บจากกลุ่มตัวอย่างขนาดเล็กด้วยคำถามปลายเปิด เน้นความลึกของเหตุผลมากกว่าจำนวน สองวิธีนี้ไม่ได้แข่งกัน แต่มักใช้เสริมกัน คือใช้เชิงปริมาณวัดขนาดของปัญหา แล้วใช้เชิงคุณภาพหาสาเหตุเบื้องหลังตัวเลขนั้น ดูตัวเลือกวิธีเก็บข้อมูลทั้งหมดได้ที่ เปรียบเทียบวิธีหาและเก็บข้อมูล Customer Insight
Sampling หรือการสุ่มตัวอย่าง คืออะไร
Sampling คือกระบวนการเลือกกลุ่มตัวอย่างส่วนหนึ่งมาเป็นตัวแทนของประชากรทั้งหมดที่ต้องการศึกษา เพราะการเก็บข้อมูลจากทุกคนในกลุ่มเป้าหมายมักทำไม่ได้จริงทั้งด้านเวลาและงบประมาณ วิธีสุ่มตัวอย่างที่เหมาะสมและขนาดตัวอย่างที่พอเพียงเป็นตัวกำหนดว่าผลที่ได้จะเป็นตัวแทนของกลุ่มใหญ่ได้แม่นยำแค่ไหน สุ่มตัวอย่างผิดวิธีหรือขนาดเล็กเกินไป ต่อให้วิเคราะห์ด้วยสถิติที่ซับซ้อนแค่ไหนผลก็ยังคลาดเคลื่อนได้
วิธีสุ่มตัวอย่างมีหลายแบบ เช่น การสุ่มแบบง่าย (Simple Random Sampling) ที่ทุกคนมีโอกาสถูกเลือกเท่ากัน หรือการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ (Stratified Sampling) ที่แบ่งประชากรเป็นกลุ่มย่อยตามคุณลักษณะก่อนสุ่ม เพื่อให้แน่ใจว่าทุกกลุ่มย่อยมีตัวแทนอยู่ในกลุ่มตัวอย่าง วิธีเลือกที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับลักษณะประชากรและงบประมาณของแต่ละโครงการ เมื่อสุ่มตัวอย่างถูกวิธีแล้ว ข้อมูลเชิงปริมาณ ที่เก็บมาได้จึงจะสะท้อนภาพรวมของกลุ่มเป้าหมายจริงได้อย่างน่าเชื่อถือ
สถิติสองระดับที่ใช้กับข้อมูลเชิงปริมาณ
สรุปสั้นๆ ข้อมูลเชิงปริมาณ คือ รากฐานที่ทำให้การวิเคราะห์ทางสถิติในหัวข้อถัดไปเป็นไปได้ ไม่ว่าจะเป็นสถิติเชิงพรรณนาหรือเชิงอนุมาน
1. สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics)
สรุปภาพรวมของข้อมูลให้อ่านง่าย เช่น ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และการไขว้ข้อมูลระหว่างสองตัวแปร (cross-tabulation) เพื่อดูภาพรวมว่าอะไรเป็นอย่างไรในกลุ่มตัวอย่าง เหมาะกับการตอบคำถามว่า “ตอนนี้สถานการณ์เป็นแบบไหน”
2. สถิติเชิงอนุมาน (Inferential Statistics)
ทดสอบว่าความสัมพันธ์หรือความแตกต่างที่เห็นในกลุ่มตัวอย่างนั้น มีนัยสำคัญทางสถิติจริงหรือเป็นเพียงความบังเอิญ เครื่องมือที่ใช้บ่อยคือการทดสอบนัยสำคัญ (significance testing) การหาสหสัมพันธ์ (correlation) และการวิเคราะห์การถดถอย (regression) เหมาะกับการตอบคำถามว่า “ปัจจัยไหนส่งผลจริง”
งานสำรวจขนาดใหญ่ระดับองค์กรที่ Crowdabout เคยรับผิดชอบ เช่นโครงการที่ต้องเก็บแบบสอบถามภาคสนามกว่า 2,000 ชุด มักใช้สถิติทั้งสองระดับควบคู่กัน โดยเริ่มจากสถิติเชิงพรรณนาเพื่อดูภาพรวมทุกมิติที่ต้องการวัด แล้วต่อด้วยสถิติเชิงอนุมานเพื่อยืนยันว่าปัจจัยที่ดูเหมือนเกี่ยวข้องกันนั้น สัมพันธ์กันจริงทางสถิติ ไม่ใช่ความบังเอิญจากกลุ่มตัวอย่างที่สุ่มมา
เมื่อไหร่ควรใช้ข้อมูลเชิงปริมาณ
ข้อมูลเชิงปริมาณ ควรใช้เมื่อธุรกิจต้องการตัวเลขที่อ้างอิงได้ว่าเป็นตัวแทนของตลาดหรือฐานลูกค้าทั้งหมด เช่น วัดส่วนแบ่งพฤติกรรม เปรียบเทียบความพึงพอใจข้ามสาขา หรือต้องการหลักฐานเชิงสถิติไปเสนอผู้บริหารเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจลงทุน ถ้าโจทย์คือหาสาเหตุเชิงลึกที่ตัวเลขอย่างเดียวตอบไม่ได้ ควรใช้บริการ Customer Insight ที่มีทั้งวิธีเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพให้เลือกผสมกันตามโจทย์
คำถามที่พบบ่อย
ข้อมูลเชิงปริมาณกับเชิงคุณภาพ ต่างกันยังไง
เชิงปริมาณวัดเป็นตัวเลขและอ้างอิงทางสถิติได้ ตอบคำถามว่าเท่าไหร่และกี่เปอร์เซ็นต์ ส่วนเชิงคุณภาพเน้นเหตุผลและความหมายเบื้องหลัง ตอบคำถามว่าทำไมและอย่างไร
ขนาดกลุ่มตัวอย่างเท่าไหร่ถึงจะเพียงพอ
ขึ้นอยู่กับขนาดประชากรที่ต้องการศึกษาและระดับความแม่นยำที่ต้องการ งานสำรวจระดับองค์กรที่ต้องแยกวิเคราะห์หลายมิติมักต้องใช้กลุ่มตัวอย่างหลักพันคนขึ้นไปเพื่อให้แต่ละมิติยังมีนัยสำคัญทางสถิติ
Sampling แปลว่าอะไร
Sampling แปลว่าการสุ่มตัวอย่าง คือกระบวนการเลือกกลุ่มคนส่วนหนึ่งมาเป็นตัวแทนของประชากรทั้งหมดที่ต้องการศึกษา แทนที่จะเก็บข้อมูลจากทุกคนซึ่งมักทำไม่ได้จริง
เก็บ ข้อมูลเชิงปริมาณ ผ่านช่องทางไหนได้บ้าง
เก็บได้หลายช่องทาง เช่น แบบสอบถามกระดาษสำหรับงานภาคสนาม แบบสอบถามออนไลน์สำหรับกลุ่มเป้าหมายที่เข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้สะดวก หรือการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ตามโครงสร้างคำถามที่กำหนดไว้ล่วงหน้า เลือกช่องทางตามพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายและงบประมาณที่มี
ต้องใช้สถิติเชิงอนุมานทุกงานไหม
ไม่จำเป็นเสมอไป งานที่แค่ต้องการภาพรวม เช่น รายงานความพึงพอใจประจำไตรมาส อาจใช้สถิติเชิงพรรณนาก็เพียงพอ แต่ถ้าต้องการรู้ว่าปัจจัยไหนส่งผลจริงเพื่อนำไปวางแผนแก้ไข ควรใช้สถิติเชิงอนุมานร่วมด้วย
สรุป
ข้อมูลเชิงปริมาณ คือ เครื่องมือที่แปลงความรู้สึกและพฤติกรรมของลูกค้าให้เป็นตัวเลขที่อ้างอิงทางสถิติได้ หัวใจสำคัญคือการสุ่มตัวอย่างที่ถูกวิธีและการเลือกใช้สถิติให้ตรงกับคำถาม ตั้งแต่สถิติเชิงพรรณนาที่สรุปภาพรวม ไปจนถึงสถิติเชิงอนุมานที่ยืนยันว่าปัจจัยไหนส่งผลจริง
อยากได้ตัวเลขที่เชื่อถือได้จากตลาดจริง
Crowdabout ออกแบบการสุ่มตัวอย่างและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณตั้งแต่งานสำรวจขนาดเล็กไปจนถึงระดับหลักพันตัวอย่าง