ใครควรทำ Feasibility Study บ้าง? 7 กลุ่มธุรกิจที่ขาดไม่ได้

Feasibility Study

Table of Contents

Feasibility Study คือการประเมินว่าโครงการหรือแผนธุรกิจที่คิดไว้ทำได้จริงหรือไม่ ก่อนจะลงเงินและเวลาไปกับมัน บทความนี้ตอบว่าใครควรทำบ้าง กระบวนการมีกี่ขั้น และรายงานที่ใช้ตัดสินใจได้จริงต้องมีอะไรครบบ้าง

Key Takeaway

  • การศึกษาความเป็นไปได้คือ การประเมินว่าโครงการทำได้จริงหรือไม่ก่อนลงเงิน ครอบคลุมตลาด การเงิน เทคนิค และกฎระเบียบ
  • ใครควรทำก่อนใคร Startup ที่กำลังระดมทุน, SME ที่ขยายสาขา, ธุรกิจที่ออกสินค้าใหม่, ผู้ที่ขอสินเชื่อโครงการ, ธุรกิจ Franchise, องค์กรที่กำลัง Pivot และนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์
  • ความเสี่ยงหากข้าม ปี 2567 ธุรกิจที่มีทุนจดทะเบียนต่ำกว่า 100 ล้านบาทปิดกิจการ 23,551 ราย และธุรกิจขนาดเล็กราว 26% ขาดทุนต่อเนื่องสามปี (ศูนย์วิจัยกสิกรไทย, 2568)
  • สิ่งที่ได้กลับมา ขนาดตลาด พฤติกรรมผู้บริโภค จุดยืนเทียบคู่แข่ง ประมาณการรายได้ กำไร ค่าใช้จ่ายรายปี จุดคุ้มทุน และมูลค่ากิจการที่อธิบายกับธนาคารหรือนักลงทุนได้
  • ข้อมูลที่ใช้ตอบ ต้องมาจากผู้บริโภคจริงในตลาดไทย ไม่ใช่ข้อมูลมือสองที่หาต้นทางไม่เจอ

คำถามที่เจ้าของธุรกิจถามบ่อยที่สุดคือใครควรทำการศึกษาความเป็นไปได้บ้าง และคุ้มกับค่าใช้จ่ายหรือเปล่า บทความนี้ตอบทั้งสองข้อ พร้อมแยก 7 กลุ่มธุรกิจที่การตัดสินใจพลาดหนึ่งครั้งแพงกว่าค่าทำวิจัยหลายเท่า ถ้าอยากดูขอบเขตงานจริงก่อน ดูได้ที่บริการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการของ Crowdabout

Feasibility Study คืออะไร

Feasibility Study คือการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการก่อนตัดสินใจลงทุน โดยประเมินสี่ด้านหลัก ได้แก่ ความต้องการของตลาด ความเป็นไปได้ทางการเงิน ความพร้อมด้านเทคนิค และข้อกำหนดทางกฎหมาย ผลลัพธ์ที่ได้คือคำตอบว่าโครงการควรเดินหน้า ปรับแก้ หรือพักไว้ก่อน พร้อมตัวเลขที่หยิบไปคุยกับธนาคารและนักลงทุนได้ทันที

งานชิ้นนี้ต่างจากการวางแผนธุรกิจตรงลำดับเวลา แผนธุรกิจเขียนขึ้นเมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะทำ ส่วนการศึกษาความเป็นไปได้ทำก่อนหน้านั้น เพื่อตอบว่าควรตัดสินใจทำหรือไม่

ใครควรทำการศึกษาความเป็นไปได้บ้าง และทำไม SME ถึงข้ามขั้นตอนนี้ไม่ได้

ทุกธุรกิจที่กำลังจะลงเงินก้อนใหญ่กับสิ่งที่ยังไม่เคยทำมาก่อนควรประเมินความเป็นไปได้ก่อนเสมอ แต่กลุ่มที่ต้องการมากที่สุดคือธุรกิจที่มีเงินสำรองน้อยและแก้ตัวได้ไม่กี่ครั้ง ซึ่งตรงกับสถานการณ์ของ SME ไทยส่วนใหญ่

เหตุผลที่ข้ามไม่ได้ตรงไปตรงมามาก ถ้าไม่รันตัวเลขออกมาก่อน จะไม่รู้เลยว่าโครงการนี้ต้องใช้เงินเท่าไหร่ และคุ้มหรือไม่คุ้มที่ระดับไหน พอไม่รู้ตัวเลขนั้น ก็เตรียมเงินไม่ถูกและตั้งวงเงินระดมทุนไม่ได้ เรื่องที่สองคือธนาคาร โครงการที่ยังไม่มีรายได้เข้ามาต้องแนบรายงานความเป็นไปได้ไปกับคำขอสินเชื่อ ธุรกิจใหม่ที่ไม่มีงบการเงินย้อนหลังให้ดูยิ่งจำเป็น เพราะรายงานฉบับนี้คือหลักฐานที่ธนาคารใช้ประเมินโครงการ

ตัวเลขจากศูนย์วิจัยกสิกรไทยปี 2568 ระบุว่า ในปี 2567 ธุรกิจที่มีทุนจดทะเบียนต่ำกว่า 100 ล้านบาทปิดกิจการ 23,551 ราย และธุรกิจขนาดเล็กกับรายย่อยราว 26% ขาดทุนต่อเนื่องสามปีติดกันในช่วงปี 2563 ถึง 2566 ตัวเลขชุดนี้ไม่ได้ชี้ว่าทุกรายพลาดเพราะขาดข้อมูลตลาด แต่สะท้อนว่าสายป่านของธุรกิจกลุ่มนี้สั้น การเดาผิดครั้งเดียวก็จบเกมได้

“ค่าทำรายงานความเป็นไปได้มักอยู่ในหลักหลายหมื่นถึงหลักแสน ส่วนต้นทุนของการเปิดสาขาผิดทำเลอยู่ในหลักล้าน คำถามที่ต้องตอบจึงเป็นเรื่องลำดับการจ่าย ราคาของงานวิจัยไม่ใช่ประเด็นหลัก”

อีกด้านหนึ่งที่คนมองข้ามคือคุณภาพของข้อมูลตั้งต้น เราเคยเขียนถึงกรณีที่ธุรกิจล้มเหลวเพราะข้อมูลตลาดคลาดเคลื่อนไว้แล้ว ประเด็นคือรายงานที่ตัวเลขสวยแต่ตั้งอยู่บนกลุ่มตัวอย่างที่ไม่ตรงกับลูกค้าจริง อันตรายกว่าการไม่มีรายงานเลย เพราะมันทำให้คนกล้าลงทุนโดยเข้าใจผิด ทางแก้เริ่มที่การระบุให้ชัดตั้งแต่ต้นว่าจะถามใคร กี่คน และคัดคนตอบด้วยเงื่อนไขอะไร

Crowdabout คัดกลุ่มตัวอย่างจากแพนเนลผู้บริโภคไทย Crowdsterตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้ก่อนเริ่มเก็บทุกครั้ง

7 กลุ่มธุรกิจที่ควรประเมินความเป็นไปได้ก่อนลงทุน

เจ็ดกลุ่มที่ควรประเมินความเป็นไปได้ก่อนลงทุน ได้แก่ Startup ที่กำลังระดมทุน, SME ที่ขยายสาขาหรือเข้าพื้นที่ใหม่, ธุรกิจที่ออกสินค้าหรือบริการใหม่, ผู้ประกอบการที่ขอสินเชื่อธุรกิจ, ธุรกิจ Franchise ทั้งผู้ให้และผู้รับสิทธิ์, องค์กรที่กำลัง Pivot และนักลงทุนอสังหาริมทรัพย์ ทั้งเจ็ดกลุ่มมีโครงสร้างต้นทุนแบบเดียวกัน คือความผิดพลาดหนึ่งครั้งแพงกว่าค่าวิจัยหลายเท่า

1. Startup ที่กำลังระดมทุน

นักลงทุนส่วนใหญ่ขอดูหลักฐานว่าผู้ก่อตั้งเข้าใจตลาดจริงก่อนจะคุยเรื่องมูลค่ากิจการ CB Insights วิเคราะห์บริษัทที่ปิดตัวตั้งแต่ปี 2566 จำนวน 431 ราย พบว่า 43% มีปัญหาสินค้าไม่ตรงกับความต้องการของตลาด รองจากเงินทุนหมดที่ 70% (CB Insights, 2569) การทดสอบไอเดียธุรกิจก่อนลงทุนจึงปิดช่องนี้ตั้งแต่ก่อนเผาเงินก้อนแรก และช่วยให้ตอบคำถามใน due diligence ได้ด้วยตัวเลขแทนความมั่นใจ

2. SME ที่ขยายสาขาหรือเข้าพื้นที่ใหม่

กำลังซื้อและพฤติกรรมการเลือกร้านของผู้บริโภคต่างจังหวัดไม่เหมือนกรุงเทพฯ และแต่ละจังหวัดก็ไม่เหมือนกันเอง ทำเลที่ดูดีจากยอดคนเดินผ่านอาจเป็นคนละกลุ่มกับคนที่ยอมจ่ายราคาของคุณ การศึกษาความเป็นไปได้ของทำเลก่อนเซ็นสัญญาเช่าช่วยให้เลือกทำเล ตั้งราคา และวางเมนูหรือ SKU ให้ตรงกับคนแถวนั้น การวิจัยตลาดระดับพื้นที่ตอบคำถามชุดนี้ได้ตรงกว่ารายงานภาพรวมประเทศที่หาโหลดได้ทั่วไป

3. ธุรกิจที่กำลังออกสินค้าหรือบริการใหม่

ค่าเปิดตัวและค่าวางขายเป็นเงินที่จ่ายไปแล้วเรียกคืนไม่ได้ และมักสูงกว่าค่าผลิตล็อตแรกหลายเท่า กลุ่ม FMCG และ Healthcare จึงทดสอบก่อนเปิดตัวแทบทุกครั้ง การประเมินความเป็นไปได้ในขั้นนี้มักทำคู่กับการทดสอบสินค้ากับผู้บริโภคจริง เพื่อดูว่าคนยอมจ่ายที่ราคาเท่าไหร่ และเลือกของคุณแทนของเดิมด้วยเหตุผลอะไร

4. ผู้ประกอบการที่ขอสินเชื่อธุรกิจ

ธนาคารและสถาบันการเงินมักขอรายงานความเป็นไปได้ของโครงการเป็นเอกสารประกอบสินเชื่อ โดยเฉพาะวงเงินสูงและโครงการที่ยังไม่มีรายได้เข้ามา เอกสารที่มีขนาดตลาด ประมาณการรายได้ และการวิเคราะห์ความเสี่ยงครบถ้วน ทำให้เจ้าหน้าที่สินเชื่อประเมินได้เร็วขึ้น และเปิดพื้นที่ให้ต่อรองเงื่อนไขได้มากกว่าการยื่นแค่งบการเงินย้อนหลัง

5. ธุรกิจ Franchise ทั้งผู้ให้และผู้รับสิทธิ์

ผู้ให้แฟรนไชส์ต้องพิสูจน์ว่าโมเดลทำซ้ำได้ในพื้นที่ที่ไม่ใช่สาขาต้นแบบ ส่วนผู้รับแฟรนไชส์ต้องรู้ว่าคนในทำเลของตัวเองรู้จักแบรนด์นี้แค่ไหน และยอมจ่ายในราคาที่แบรนด์กำหนดหรือไม่ รายงานความเป็นไปได้ฉบับเดียวตอบคำถามคนละข้อให้สองฝั่ง แต่ใช้ชุดข้อมูลผู้บริโภคชุดเดียวกัน ก่อนเซ็นสัญญา ทั้งสองฝั่งควรกางโครงสร้างโมเดลธุรกิจออกดูให้ตรงกันว่ารายได้มาจากทางไหน และต้นทุนคงที่ต่อสาขาอยู่ที่เท่าไหร่

6. องค์กรที่กำลัง Pivot หรือเปลี่ยนทิศทางธุรกิจ

การ Pivot โดยไม่มีข้อมูลรองรับมักพาธุรกิจย้ายจากตลาดที่แข่งยาก ไปสู่ตลาดที่ยังไม่รู้ว่าแข่งยากกว่าเดิมหรือเปล่า การประเมินความเป็นไปได้ก่อนตัดสินใจช่วยยืนยันสองเรื่อง คือตลาดใหม่ใหญ่พอจะรองรับต้นทุนที่ย้ายตามไปหรือไม่ และความสามารถที่องค์กรมีอยู่แล้วมีค่าในตลาดนั้นแค่ไหน

7. นักลงทุนอสังหาริมทรัพย์และโครงการพัฒนาพื้นที่

อสังหาริมทรัพย์ใช้เงินก้อนใหญ่และผูกพันยาวหลายปี กว่าจะรู้ว่าอ่านตลาดผิดก็มักสร้างไปแล้วครึ่งโครงการ ขอบเขตของการศึกษาความเป็นไปได้จึงต้องครอบคลุมทั้ง demand ของผู้ซื้อและผู้เช่า กำลังซื้อในรัศมีของโครงการ แนวโน้มราคา และประเภทของพื้นที่ที่คนแถวนั้นต้องการจริง

💡 ข้อสังเกต: ทั้งเจ็ดกลุ่มมีจุดร่วมเดียวกัน คือเงินก้อนที่จ่ายออกไปแล้วดึงกลับไม่ได้ ยิ่งเงินก้อนนั้นถอนคืนยากเท่าไหร่ มูลค่าของการประเมินความเป็นไปได้ก่อนลงมือก็ยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น

5 ส่วนที่รายงานความเป็นไปได้ต้องมีให้ครบ

รายงาน Feasibility Study ที่ใช้ตัดสินใจได้จริงต้องมีครบห้าส่วน คือ วิเคราะห์ตลาดและความต้องการ, วิเคราะห์คู่แข่งและจุดยืน, ประเมินความเป็นไปได้ทางเทคนิค, ประเมินความเป็นไปได้ทางการเงิน และวิเคราะห์ความเสี่ยงกับกฎระเบียบ ถ้าขาดส่วนใดส่วนหนึ่ง คำตอบที่ได้จะเอียงไปทางด้านที่วิเคราะห์ไว้ละเอียดที่สุด

  1. วิเคราะห์ตลาดและความต้องการ ขนาดตลาดในรูป TAM/SAM/SOM กลุ่มเป้าหมาย และพฤติกรรมการซื้อจริงของผู้บริโภค
  2. วิเคราะห์คู่แข่งและจุดยืน เทียบจุดแข็งจุดอ่อนกับคู่แข่งทางตรงและทางอ้อม รวมถึงทางเลือกที่ผู้บริโภคใช้อยู่ตอนนี้
  3. ประเมินความเป็นไปได้ทางเทคนิค ทรัพยากร เทคโนโลยี กำลังการผลิต และกระบวนการที่ต้องมีเพื่อส่งมอบได้ตามที่สัญญาไว้
  4. ประเมินความเป็นไปได้ทางการเงิน ต้นทุนเริ่มต้น ประมาณการรายได้และกำไรรายปี ค่าใช้จ่ายรายปี จุดคุ้มทุน กระแสเงินสดในกรณีที่แย่กว่าแผน และมูลค่ากิจการที่ประเมินได้จากตัวเลขชุดนี้
  5. วิเคราะห์ความเสี่ยงและกฎระเบียบ ใบอนุญาต ข้อกฎหมายเฉพาะอุตสาหกรรม และปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้

เวลาลงมือจริง โจทย์มักมาในสองรูปแบบ

แบบแรก โจทย์ความคุ้มทุน รันตัวเลขทั้งชุด ตั้งแต่ประมาณการรายได้ กำไร และค่าใช้จ่ายรายปี ไปจนถึงจุดคุ้มทุนและมูลค่ากิจการ เพื่อตอบว่าลงเงินก้อนนี้แล้วได้อะไรกลับมา และได้เมื่อไหร่

แบบที่สอง โจทย์ทำเล ตอบว่าโครงการทำได้จริงในพื้นที่ที่เล็งไว้หรือไม่ Crowdabout ส่งทีมลงพื้นที่ไปดูสภาพจริง แล้วเก็บ insight จากผู้บริโภคในรัศมีโครงการมาประกอบ เช่น โจทย์สร้างโรงแรมที่พัทยา ต้องรู้ทั้งสภาพทำเล ที่พักที่มีอยู่แล้วรอบข้าง และสิ่งที่นักท่องเที่ยวกับคนในพื้นที่มองหาจากที่พักย่านนั้น

โจทย์ส่วนใหญ่ต้องการทั้งสองแบบ เพราะตัวเลขการเงินจะแม่นก็ต่อเมื่อสมมติฐานเรื่องทำเลและความต้องการมาจากพื้นที่จริง

ส่วนแรกมักทำได้อ่อนที่สุด เพราะข้อมูลตลาดหาจากรายงานสำเร็จรูปได้ง่ายกว่าการลงไปถามคนจริง ปัญหาคือรายงานเหล่านั้นมองตลาดในภาพรวม ขณะที่การตัดสินใจของคุณเกิดขึ้นในระดับ segment เดียว การเก็บข้อมูลปฐมภูมิผ่านการวิจัยความต้องการผู้บริโภคเชิงลึกจึงเป็นวิธีที่ทำให้ตัวเลขในรายงานยึดกับความจริง

คำถามที่พบบ่อย

Feasibility Study template มีรูปแบบอะไรบ้าง และควรเริ่มต้นอย่างไร

โครงสร้างมาตรฐานของ template แบ่งเป็น 5 ถึง 7 ส่วน ได้แก่ Executive Summary, Market Analysis, Technical Analysis, Financial Projections, Risk Assessment และ Conclusion ให้เริ่มจากการกำหนด scope ของโครงการให้ชัดก่อนว่ากำลังตัดสินใจเรื่องอะไร แล้วค่อยไล่เก็บข้อมูลตามหัวข้อ เพราะ scope เป็นตัวกำหนดว่าต้องถามใครและถามกี่คน

วิธีทำการศึกษาความเป็นไปได้สำหรับธุรกิจ SME มีขั้นตอนอย่างไร

เริ่มจากระบุการตัดสินใจที่ต้องการคำตอบ จากนั้นทำวิจัยตลาด สัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมาย วิเคราะห์คู่แข่ง แล้วจึงประมาณการทางการเงินจากตัวเลขที่เก็บมาได้ ทั้งกระบวนการมักใช้เวลา 4 ถึง 8 สัปดาห์ ขึ้นกับจำนวนพื้นที่และจำนวนกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องเก็บ

Feasibility Study ตัวอย่างที่ดีควรมีข้อมูลอะไรบ้าง

ต้องมีขนาดตลาดในรูป TAM/SAM/SOM ผลสำรวจความต้องการจากผู้บริโภคจริง การวิเคราะห์คู่แข่ง และประมาณการรายได้ที่ระบุสมมติฐานกำกับไว้ทุกตัว รายงานที่ใช้ได้จริงต้องให้ผู้อ่านตรวจสอบย้อนกลับได้ว่าตัวเลขแต่ละตัวมาจากใคร เก็บเมื่อไหร่ และเก็บกี่ราย

รับทำ Feasibility Study ต่างจากการทำเองอย่างไร

ต่างกันสามเรื่อง เรื่องแรกคือความเป็นกลาง ทีมที่คิดโครงการเองมักตั้งคำถามที่พาไปสู่คำตอบที่อยากได้อยู่แล้ว เรื่องที่สองคือการเข้าถึงผู้บริโภค การหาคนตอบ 300 รายที่ตรงเงื่อนไขภายในเวลาจำกัดต้องมีฐานผู้บริโภคพร้อมอยู่ก่อน Crowdabout คัดจากแพนเนล Crowdster ที่มีสมาชิกยืนยันตัวตนกว่า 200,000 คนทั่วประเทศ เรื่องที่สามคือการลงพื้นที่ Crowdabout ส่งทีมไปดูสภาพทำเลจริงและเก็บข้อมูลผู้บริโภคในรัศมีโครงการ แล้วเอามาต่อกับโมเดลการเงินในรายงานฉบับเดียวกัน ถ้ารายงานนี้ต้องส่งให้นักลงทุนหรือธนาคาร ทั้งสามเรื่องมีผลต่อความน่าเชื่อถือโดยตรง

ควรเริ่มศึกษาความเป็นไปได้ตอนไหนของโครงการ

ทำก่อนผูกพันค่าใช้จ่ายก้อนใหญ่ที่ถอนคืนไม่ได้ เช่น ก่อนเซ็นสัญญาเช่า ก่อนสั่งเครื่องจักร หรือก่อนเปิดรอบระดมทุน ถ้าทำหลังจากนั้น รายงานจะเปลี่ยนบทบาทจากเครื่องมือตัดสินใจไปเป็นเอกสารยืนยันสิ่งที่ตัดสินใจไปแล้ว

สรุป

Feasibility Study คือการซื้อข้อมูลมาลดโอกาสเสียเงินก้อนใหญ่ ทั้งเจ็ดกลุ่มในบทความนี้ ตั้งแต่ Startup ที่กำลังระดมทุน ไปจนถึงนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ มีจุดร่วมกันตรงที่จ่ายเงินออกไปแล้วเรียกคืนยาก คุณภาพของรายงานความเป็นไปได้ขึ้นกับคุณภาพของข้อมูลตั้งต้นเป็นหลัก ถ้าตัวเลขในรายงานมาจากผู้บริโภคที่ไม่ใช่ลูกค้าของคุณ ความมั่นใจที่ได้กลับมาจะแพงกว่าการไม่มีรายงานเลย

ก่อนเริ่มทำ ให้ตอบให้ได้ก่อนว่ากำลังตัดสินใจเรื่องอะไร และต้องถามใครถึงจะได้คำตอบนั้น ถ้าต้องการให้ทีมภายนอกรับงานเก็บข้อมูลส่วนนี้ Crowdabout เป็นบริษัทวิจัยตลาดในไทยที่ทำงานกับแบรนด์ในกลุ่ม FMCG, Healthcare, Finance และ Retail มาต่อเนื่อง

แหล่งอ้างอิง

กำลังจะลงทุนก้อนใหญ่ แต่ยังไม่มีข้อมูลผู้บริโภคมายืนยัน

Crowdabout เก็บข้อมูลปฐมภูมิจากผู้บริโภคไทยกว่า 200,000 คนทั่วประเทศ เพื่อให้ตัวเลขในรายงานของคุณตรวจสอบย้อนกลับได้ทุกตัว

ปรึกษาฟรี ผ่าน LINE @Crowdabout

Facebook
Email
LinkedIn

บทความที่เกี่ยวข้อง

customer insights

Business Planning คืออะไร? กระบวนการวางแผนธุรกิจที่ขาดข้อมูลตลาดไม่ได้

brand research agency

Brand Research Agency คืออะไร? และเลือกอย่างไรให้เหมาะกับธุรกิจ

Feasibility Study

ใครควรทำ Feasibility Study บ้าง? 7 กลุ่มธุรกิจที่ขาดไม่ได้

customer insight คือ

Customer Insight คือ อะไร? เปรียบเทียบวิธีหา และเก็บข้อมูล

แผนกลยุทธ์การตลาด

จ้างทำแผนกลยุทธ์การตลาด vs ทำเอง แบบไหนเหมาะกับธุรกิจคุณ

แผนทางการตลาด

แผนทางการตลาดคืออะไร เหมาะกับใคร

ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ
เพื่อผลลัพธ์ที่ธุรกิจต้องการ

เล่าโจทย์ให้เราฟัง เราจะออกแบบงานวิจัยที่ตอบเป้าหมายธุรกิจของคุณโดยเฉพาะ

ตอบกลับภายใน 24 ชั่วโมงในวันทำการ