Key Takeaway
ถ้าเคยสงสัยว่าทำไมธุรกิจบางเจ้าถึงทำเงินได้เยอะมาก ทั้งที่ขายของราคาถูก หรือแม้แต่ให้ใช้ฟรี คำตอบอยู่ที่ business model มันคือ “แผนการทำเงิน” ของธุรกิจ ที่บอกว่าจะสร้างคุณค่าให้ใคร ผ่านช่องทางไหน และทำเงินจากตรงไหน เข้าใจตรงนี้แล้ว จะมองธุรกิจรอบตัวได้ลึกขึ้นมากเลย
Business Model คืออะไร พูดให้เข้าใจง่ายๆ
ลองนึกภาพว่ากำลังจะเปิดร้านกาแฟสักร้าน ก่อนจะเปิดได้ต้องตอบคำถามพวกนี้ให้ได้ก่อน จะขายให้ใคร ขายอะไร ราคาเท่าไหร่ รายได้มาจากไหน และต้องใช้ต้นทุนอะไรบ้าง
คำถามพวกนี้รวมกันก็คือ business model นั่นเอง หรือถ้าจะให้นิยามสั้นๆ business model คือกรอบที่อธิบายว่าธุรกิจสร้างคุณค่า ส่งมอบคุณค่า และเก็บเกี่ยวรายได้จากคุณค่านั้นอย่างไร
ทุกธุรกิจมี business model ทั้งนั้น ไม่ว่าจะรู้ตัวหรือเปล่า ร้านก๋วยเตี๋ยวข้างบ้านก็มี แค่อาจไม่ได้เรียกชื่อนี้เท่านั้นเอง
H2: Business Model มีกี่ประเภท? แต่ละแบบต่างกันยังไง
B2C — ขายตรงให้ผู้บริโภค
โมเดลที่คุ้นเคยที่สุด ธุรกิจขายสินค้าหรือบริการตรงให้กับคนทั่วไป ร้านค้า, แอปช้อปปิ้ง, ร้านอาหาร ล้วนเป็น B2C ทั้งนั้น จุดแข็งคือตลาดใหญ่ แต่การแข่งขันก็สูงมากเช่นกัน
B2B — ขายให้ธุรกิจด้วยกัน
ธุรกิจขายให้กับธุรกิจอื่น เช่น บริษัทซอฟต์แวร์ที่ขายระบบ CRM ให้องค์กร หรือบริษัทวิจัยการตลาดที่ให้บริการ insight แก่แบรนด์ต่างๆ B2B มักมีมูลค่าต่อดีลสูงกว่า B2C มาก แต่วงจรการขายก็ยาวนานกว่าด้วย
HSubscription — รายได้แบบต่อเนื่อง
เก็บค่าบริการรายเดือนหรือรายปีแทนการขายครั้งเดียว Netflix, Spotify, หรือแม้แต่ค่ายิม ล้วนใช้โมเดลนี้ ข้อดีคือรายได้สม่ำเสมอและคาดการณ์ได้ แต่ต้องรักษาให้ลูกค้าไม่ยกเลิกบริการด้วย
Marketplace — เชื่อมผู้ซื้อและผู้ขาย
สร้างแพลตฟอร์มกลางให้คนมาซื้อขายกัน แล้วเก็บค่าคอมมิชชันหรือค่าธรรมเนียม Lazada, Airbnb, Grab ทำงานในแบบนี้ทั้งหมด ยิ่งมีคนมาใช้เยอะ แพลตฟอร์มก็ยิ่งมีคุณค่ามากขึ้น เรียกว่า network effect
Business Model Canvas คืออะไร และใช้ยังไง?
BMC คือเครื่องมือที่ช่วยให้มองเห็น business model ของธุรกิจได้ในหน้าเดียว แบ่งออกเป็น 9 ส่วนหลัก ได้แก่ กลุ่มลูกค้า, คุณค่าที่นำเสนอ, ช่องทาง, ความสัมพันธ์กับลูกค้า, กระแสรายได้, ทรัพยากรหลัก, กิจกรรมหลัก, พันธมิตรหลัก และโครงสร้างต้นทุน
ประโยชน์จริงๆ ของ BMC ไม่ใช่แค่การเขียนแผน แต่มันช่วยให้ทีมมองเห็นภาพรวมพร้อมกัน และหาช่องโหว่ได้เร็วก่อนเสียเงินจริงๆ มีเทมเพลตฟรีเต็มอินเทอร์เน็ตเลย
ทำไมธุรกิจถึงต้องรู้จัก Business Model ของตัวเอง?
ตอบง่ายมาก เพราะถ้าไม่รู้ว่าธุรกิจทำเงินจากอะไร ก็ไม่มีทางรู้ว่าควรโฟกัสที่ตรงไหน
ธุรกิจหลายเจ้าล้มเหลวไม่ใช่เพราะสินค้าไม่ดี แต่เพราะ business model ไม่ work ตั้งแต่ต้น ตัวอย่างที่เห็นบ่อยคือ startup ที่มีผู้ใช้เยอะมาก แต่ไม่รู้จะหาเงินจากไหน หรือร้านค้าที่ขายดีแต่กำไรหายไปกับต้นทุนที่บวมโดยไม่รู้ตัว
ข้อมูลตลาดช่วยให้ Business Model ของคุณแข็งแกร่งขึ้นได้อย่างไร?
business model ที่ดีไม่ได้เกิดจากการนั่งคิดในห้องประชุมอย่างเดียว มันต้องมาจากความเข้าใจตลาดและผู้บริโภคที่ลึกพอด้วย
การตัดสินใจว่าจะใช้โมเดลไหน หรือควรเพิ่ม tier ไหม ถ้าไม่มีข้อมูลรองรับก็ไม่ต่างจากการเดา ด้วยฐานข้อมูลผู้บริโภคกว่า 200,000 คนทั่วประเทศ เราช่วยธุรกิจตอบคำถามสำคัญๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็น Customer Insight, Brand Audit หรือ Product Test ก่อนลงทุนจริง
เพราะ business model ที่ดีที่สุดคือ business model ที่สร้างบนพื้นฐานของข้อมูลจริง ไม่ใช่สมมติฐาน
FAQ
1.Business Model กับ Business Plan ต่างกันยังไง? Informational
Business model คือภาพใหญ่ที่บอกว่าธุรกิจสร้างและหาเงินยังไง ส่วน business plan คือเอกสารที่ละเอียดกว่า ครอบคลุมตั้งแต่แผนการตลาด แผนการเงิน ไปจนถึงโครงสร้างองค์กร พูดง่ายๆ business model คือ “แนวคิด” ส่วน business plan คือ “แผนปฏิบัติการ” ที่เอาแนวคิดนั้นมาขยายให้ครบครับ
2.ธุรกิจเล็กๆ ก็ต้องมี Business Model ด้วยเหรอ? Consideration
ต้องเลยครับ ไม่ว่าจะเล็กแค่ไหน ธุรกิจทุกขนาดมี business model อยู่แล้วโดยธรรมชาติ แค่บางทีไม่ได้เรียกชื่อนี้ การนั่งคิดให้ชัดว่า business model ของเราคืออะไร ช่วยให้เห็นว่าอะไรทำให้ธุรกิจโต และอะไรกำลังดูดเงินออกไปโดยไม่รู้ตัว เหมาะมากสำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่ทรัพยากรจำกัดครับ
3.Business Model เปลี่ยนได้ไหม ถ้าเดิมมันไม่ work? Consideration
เปลี่ยนได้ครับ และหลายธุรกิจที่ประสบความสำเร็จวันนี้ก็ผ่านการเปลี่ยน business model มาแล้ว ในวงการ startup เรียกว่า “pivot” ตัวอย่างที่ดีคือ YouTube ที่เริ่มจากเว็บหาคู่ก่อนจะกลายเป็นแพลตฟอร์มวิดีโอ สำคัญคือต้องมีข้อมูลตลาดที่ชัดพอเพื่อตัดสินใจว่าควร pivot ไปทิศทางไหน
4.Business Model Canvas ใช้ยากไหม เหมาะกับมือใหม่เลยไหม? Informational
ไม่ยากเลยครับ จริงๆ มันออกแบบมาให้ใช้ง่ายอยู่แล้ว แค่มีกระดาษ A3 กับ post-it ก็เริ่มได้เลย หรือจะใช้เวอร์ชันออนไลน์อย่าง Miro หรือ Canva ก็สะดวกมาก ใช้เวลาแค่ครึ่งวันก็ได้ภาพรวมธุรกิจออกมาแล้วครับ เหมาะกับทั้งมือใหม่และธุรกิจที่เดินอยู่แล้วที่อยากทบทวนทิศทาง
5.จะรู้ได้ยังไงว่า Business Model ของเราดีพอหรือยัง? Decision
ลองตอบ 3 คำถามนี้ดูครับ หนึ่ง ลูกค้ายอมจ่ายเงินให้เราซ้ำไหม สอง ต้นทุนเราต่ำกว่ารายได้ไหม และสาม เราสามารถ scale ได้โดยไม่ต้องเพิ่มต้นทุนเป็นสัดส่วนเดียวกันไหม ถ้าตอบได้ทั้งสามข้อ แสดงว่า business model ไปได้ครับ แต่ถ้าสักข้อยังตอบไม่ได้ นั่นคือสัญญาณที่ต้องกลับไปทบทวน