Crowdabout ทำ Customer Insight ให้ผู้ผลิตน้ำมันพืชเพื่อสุขภาพรายใหญ่รายหนึ่งในไทย เป็นแบรนด์ที่แข็งแรงอยู่แล้วในหมวดย่อยของตัวเอง แต่ปัญหาคือยังเข้าไม่ถึงคนส่วนใหญ่ในตลาดน้ำมันพืชรวม และช่องว่างนั้นไม่ได้มาจากคุณภาพของผลิตภัณฑ์
โจทย์คือหาให้เจอว่าคนที่ใช้น้ำมันพืชทั่วไปอยู่ติดอะไรถึงยังไม่เปลี่ยนมาใช้ และควรลงมือแก้ตรงไหนก่อนจะลงงบกับแคมเปญหรือ KOL
ภาพรวมโครงการ
| ประเภทธุรกิจ | ผู้ผลิตน้ำมันพืชเพื่อสุขภาพรายใหญ่ในไทย |
| อุตสาหกรรม | FMCG / Food |
| บริการที่ใช้ | Customer Insight |
| กลุ่มตัวอย่าง | แบบสอบถาม 400 คน และสัมภาษณ์เชิงลึก 30 คน |
| เกณฑ์คัดกรอง | อายุ 25-45 ปี รายได้ตั้งแต่ 20,000 บาทต่อเดือน ใช้น้ำมันพืชทั่วไปเป็นประจำ และเป็นผู้ตัดสินใจซื้อเอง |
| พื้นที่สำรวจ | 13 จังหวัด ครอบคลุมกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัดหลัก |
| ระยะเวลาโครงการ | [X สัปดาห์] |
ปัญหาคือ คนรู้จักผลิตภัณฑ์แล้ว แต่ยังไม่เปลี่ยนมาใช้
ในหมวดสินค้าที่คนซื้อซ้ำทุกเดือน การเปลี่ยนยี่ห้อไม่ได้เกิดจากการเปรียบเทียบใหม่ทุกครั้ง สิ่งที่ขวางการเปลี่ยนมีหน้าตาที่เจอซ้ำอยู่ไม่กี่แบบ
- เทียบราคากับของที่ใช้อยู่ ไม่ได้เทียบกับตัวเลือกในหมวดเดียวกัน พอกรอบการเทียบเป็นแบบนี้ ทุกตัวเลือกที่แพงกว่าขวดเดิมก็ดูแพงตั้งแต่ยังไม่ได้อ่านอะไร
- ความเคยชินทำงานแทนการตัดสินใจ ของที่หยิบเป็นประจำไม่ได้ถูกคิดใหม่ในแต่ละรอบซื้อ การเปลี่ยนจึงต้องมีเหตุมากกว่าการรู้จัก
- รู้จักแล้ว สนใจแล้ว แต่ยังไม่มีเหตุให้เปลี่ยนวันนี้ กลุ่มนี้ค้างอยู่ตรงกลางและมักไม่ถูกนับว่าเป็นกลุ่มเป้าหมาย เพราะดูเหมือนรู้จักแบรนด์ดีอยู่แล้ว
ทั้งสามแบบไม่มีอะไรในตัวเลขยอดขายหรือตัวเลข Awareness ที่บอกได้ว่ากำลังเกิดอยู่ ยิ่งเติมงบสื่อ การมองเห็นก็ยิ่งขึ้น โดยที่กรอบการเทียบชุดเดิมยังอยู่ที่เดิม
โจทย์หลักที่ Crowdabout ต้องตอบ
- แบรนด์ไม่ได้มาหา Crowdabout เพราะไม่รู้ว่าตลาดรวมยังมีที่ให้โต แต่สิ่งที่ยังไม่มีคือ “เหตุผลที่คนใช้น้ำมันพืชทั่วไปยังไม่เปลี่ยนมาใช้”
- คำถามที่ยากกว่า “จะสื่อสารยังไง” คือ “ผู้บริโภคติดอะไรอยู่” เพราะถ้ายังไม่รู้คำตอบนั้น งบที่ลงกับแคมเปญและ KOL ก็ยังไม่มีทางลงถูกที่
- เมื่อผู้บริโภคในตลาดมีหลายกลุ่มที่ติดคนละเรื่อง แบรนด์ต้องการคำตอบว่าควรเริ่มที่กลุ่มไหนก่อน และแต่ละกลุ่มต้องใช้ข้อความแบบไหน
แบรนด์จึงเลือกเก็บข้อมูลสองชั้นในโครงการเดียว
- ชั้นแรก แบบสอบถามวงกว้าง เพื่อวัดว่า Barrier แต่ละแบบมีอยู่มากน้อยแค่ไหน และกลุ่มไหนใหญ่พอที่จะคุ้มกับการลงงบ
- ชั้นที่สอง สัมภาษณ์เชิงลึก เพื่อฟังว่าตอนที่เขาหยิบขวดเดิมกลับเข้าตะกร้า เขาคิดอะไรอยู่ แบบสอบถามบอกได้ว่ามีคนติดเรื่องนั้นกี่คน แต่บอกไม่ได้ว่าทำไม
เลือกเก็บข้อมูลจากคน 3 กลุ่ม เพราะแต่ละกลุ่มยืนอยู่คนละจุดของการตัดสินใจ
- กลุ่ม 1 คนที่ยังไม่สนใจเปลี่ยน บอกว่าอะไรทำให้เรื่องนี้ยังไม่เข้ามาอยู่ในความคิดตั้งแต่แรก
- กลุ่ม 2 คนที่สนใจแต่ยังลังเล บอกว่าติดอะไรอยู่จุดสุดท้าย และต้องเห็นอะไรถึงจะยอมลอง
- กลุ่ม 3 คนที่เปลี่ยนมาใช้แล้ว เล่าย้อนว่าอะไรคือจังหวะที่ทำให้ตัดสินใจได้จริง
โจทย์ที่แบรนด์อยากได้คำตอบ
- อะไรคือ Barrier ที่แท้จริงของคนที่ใช้น้ำมันพืชทั่วไปอยู่ และยังไม่เปลี่ยนมาใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ
- ผู้บริโภครับรู้คุณค่าและราคาของผลิตภัณฑ์อยู่ในกรอบไหน และตรงกับที่แบรนด์ตั้งใจหรือไม่
- แบรนด์ยืนอยู่จุดไหนเมื่อเทียบกับตัวเลือกอื่นในตลาดน้ำมันพืชโดยรวม
- ผู้บริโภคแต่ละกลุ่มต้องการข้อความและช่องทางที่ต่างกันอย่างไร
- กลยุทธ์ด้านแบรนด์ การตลาด และ KOL ที่จะช่วยขยายฐานผู้บริโภคกลุ่มใหม่ควรเป็นอย่างไร
เราวัดอะไรบ้าง
1. แบบสอบถามวัดขนาดของ Barrier และขนาดของโอกาส
สำรวจ 400 คน อายุ 25-45 ปี รายได้ตั้งแต่ 20,000 บาทต่อเดือน คัดเฉพาะคนที่ใช้น้ำมันพืชทั่วไปเป็นประจำและเป็นผู้ตัดสินใจซื้อเอง ครอบคลุม 13 จังหวัด ทั้งกรุงเทพฯ ปริมณฑล และต่างจังหวัดหลัก
ชุดคำถามออกแบบให้วัดสิ่งที่ขับเคลื่อนการตัดสินใจจริง ไม่ใช่ความพึงพอใจทั่วไป เพราะตัวเลขความพึงพอใจบอกไม่ได้ว่ากลุ่มไหนใหญ่พอให้ลงงบ
2. สัมภาษณ์เชิงลึกเจาะเหตุผลที่ตัวเลขตอบไม่ได้
สัมภาษณ์เชิงลึก 30 คน แบ่งเป็น 3 กลุ่มตามพฤติกรรมจริง คือกลุ่มที่ไม่สนใจเปลี่ยน กลุ่มที่สนใจแต่ยังลังเล และกลุ่มที่เปลี่ยนมาใช้แล้ว
การแบ่งแบบนี้ทำให้เห็นว่าเส้นแบ่งระหว่างสามกลุ่มอยู่ตรงไหน และอะไรคือสิ่งที่ทำให้คนข้ามจากกลุ่มหนึ่งไปอีกกลุ่มหนึ่งได้จริง ซึ่งเป็นข้อมูลที่ใช้เลือกได้ว่าควรลงแรงกับกลุ่มไหนก่อน
3. แบ่ง Segment ตามพฤติกรรม แล้ววิเคราะห์ Barrier แยกรายกลุ่ม
จัดกลุ่มผู้บริโภคใหม่เป็น 3 กลุ่มหลักตามพฤติกรรมและแรงจูงใจ แล้ววิเคราะห์ Barrier แยกรายกลุ่ม พร้อมทำ Trigger Mapping ตามช่วงวัย และวาง Positioning Map เทียบกับตัวเลือกอื่นในตลาด
ที่ต้องแบ่งตามพฤติกรรมแทนที่จะแบ่งตามอายุหรือรายได้ เพราะคนวัยเดียวกันในหมวดนี้ติดคนละเรื่องกัน การแบ่งตาม demographic จะได้กลุ่มที่หน้าตาเหมือนกันแต่ต้องใช้ข้อความคนละชุด
สิ่งที่เราพบจาก Customer Insight
💡 ข้อค้นพบหลัก: สิ่งที่ขวางการเปลี่ยนมาใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพในหมวดนี้ อยู่ที่กรอบที่ผู้บริโภคใช้เทียบราคา ไม่ได้อยู่ที่ตัวราคาเอง
- ผู้บริโภคไม่ได้ติดที่ราคา แต่ติดที่ของที่เอามาเทียบ เขาเอาราคาไปเทียบกับขวดที่ใช้อยู่ประจำ ไม่ได้เทียบกับตัวเลือกอื่นในหมวดเดียวกัน กรอบการเทียบชุดนี้ทำให้ทั้งหมวดดูแพงตั้งแต่ต้น
- การรับรู้แบรนด์ไม่ใช่จุดที่ติด ผู้บริโภคส่วนหนึ่งรู้จักผลิตภัณฑ์อยู่แล้วแต่ยังไม่เปลี่ยน ซึ่งชี้ว่างานที่เหลือไม่ใช่งานเพิ่มการมองเห็น
- จังหวะที่ทำให้คนเปลี่ยนมีรูปแบบร่วมกันข้ามกลุ่ม แม้แต่ละกลุ่มจะเริ่มจากเหตุผลคนละชุด แต่สิ่งที่ผลักให้ข้ามเส้นมาเป็นแบบเดียวกัน จุดนี้ทำให้วางแผนได้โดยไม่ต้องแยกแคมเปญตั้งแต่ต้นทาง
- แต่ละกลุ่มเชื่อหลักฐานคนละชนิด ข้อความชุดเดียวที่ยิงไปทุกกลุ่มจึงทำงานได้กับกลุ่มเดียว และผ่านหูอีกสองกลุ่มไปเฉย ๆ
- ผู้บริโภคเชื่อ KOL จากความเกี่ยวข้องมากกว่าจำนวนผู้ติดตาม คนที่ใช้จริงและพูดตรงกับข้อกังวลของเขา มีน้ำหนักกว่าคนที่มีคนตามเยอะแต่ไม่ได้อยู่ในเรื่องนี้
“ผู้บริโภคไม่ได้บอกว่าแพง เขาบอกว่าแพงกว่าขวดที่ใช้อยู่ ซึ่งเป็นคนละคำถามกัน”
Our Strategic Recommendation
ด้านการรับรู้คุณค่าและราคา
เสนอให้ย้ายกรอบการเทียบที่ใช้ในการสื่อสาร ไปยืนบนจุดอ้างอิงที่กลุ่มเป้าหมายใช้จริง แทนการแข่งในมิติที่ผู้บริโภคไม่ได้ใช้ตัดสินใจ และเสนอให้ใช้กรอบเดียวกันนี้ต่อเนื่องในทุกจุดสัมผัส ตั้งแต่ชั้นวางไปจนถึงสื่อออนไลน์
ด้านการสื่อสารรายกลุ่ม
เสนอแผนข้อความแยกตาม Segment โดยอิงจาก Barrier และ Trigger ที่งานวิจัยพบ แต่ละกลุ่มต้องการข้อความ ช่องทาง และหลักฐานคนละชนิด การแยกตรงนี้คือจุดที่ทำให้งบสื่อทำงานกับคนที่ยังไม่เปลี่ยน ไม่ใช่กับคนที่ตัดสินใจไปแล้ว
ด้าน KOL
เสนอให้แบ่งบทบาทของ KOL ตามงานที่ต้องการให้ทำ ทั้งการสร้างการมองเห็น การยืนยันว่าใช้จริงแล้วเป็นยังไง และการให้ความน่าเชื่อถือเฉพาะด้าน แต่ละบทบาทใช้คนละแบบและให้น้ำหนักไม่เท่ากัน ตามข้อกังวลของกลุ่มที่ต้องการดึงมา
ถ้าไม่ทำ Customer Insight ก่อนวางกลยุทธ์ จะเสียอะไร
แบรนด์ที่อยากขยายฐานแล้วลงงบกับแคมเปญและ KOL ทันทีโดยไม่ตรวจก่อนว่า Barrier อยู่ตรงไหน มักจบที่เดิม การมองเห็นขึ้นตามงบที่ลงไป แต่คนกลุ่มใหม่ไม่ได้เพิ่มตามสัดส่วนนั้น เพราะคนที่ถูกดึงเข้ามาเจอกรอบการเทียบชุดเดิมที่ยังไม่มีใครไปแก้
💡 ต้นทุนที่มองไม่เห็น: แคมเปญที่ไม่รู้ว่า Barrier คืออะไร มักไปทำงานได้ดีกับคนที่ตัดสินใจซื้ออยู่แล้ว ตัวเลขจึงดูขยับ ทั้งที่กลุ่มที่ตั้งใจจะดึงมายังอยู่ที่เดิม
ต้นทุนอีกด้านคือการเลือกกลุ่มผิด กลุ่มที่รู้จักแล้วและสนใจแล้วแต่ยังลังเล เป็นกลุ่มที่ใช้แรงน้อยที่สุดในการดึงข้ามเส้น แต่ถ้าไม่มีข้อมูลแยกกลุ่ม กลุ่มนี้จะถูกนับรวมไปกับคนที่รู้จักแบรนด์ดีอยู่แล้ว แล้วไม่ได้ถูกออกแบบข้อความให้โดยเฉพาะ
ในหมวดที่ผู้บริโภคซื้อซ้ำทุกเดือนและมีความเคยชินกับยี่ห้อเดิม ทุกรอบซื้อที่ปล่อยผ่านไปคือการต่ออายุความเคยชินนั้นอีกหนึ่งเดือน
Key Takeaways: 3 ข้อที่ทีมการตลาด FMCG เอาไปใช้ได้ทันที
1. กรอบที่ผู้บริโภคใช้เทียบ คือ Barrier ที่มองไม่เห็นและแก้ยากที่สุด
ในหมวดที่ซื้อซ้ำบ่อย ผู้บริโภคไม่ได้ปฏิเสธผลิตภัณฑ์เพราะไม่ชอบ แต่เพราะวางมันไว้ในกรอบเปรียบเทียบที่ไม่ตรงกับสิ่งที่ผลิตภัณฑ์ให้ พอจุดอ้างอิงไม่ตรง ทุกข้อความที่ตามมาก็เริ่มจากที่เสียเปรียบ
2. กลุ่มที่ใกล้จะเปลี่ยนที่สุด คือกลุ่มที่ถูกมองข้ามบ่อยที่สุด
คนที่รู้จักแล้ว สนใจแล้ว แต่ยังลังเล คือกลุ่มที่ใช้แรงน้อยที่สุดในการดึงข้ามเส้น การระบุให้ชัดว่าเขาลังเลเพราะอะไร มักให้ผลตอบแทนสูงกว่าการไปเริ่มจากคนที่ยังไม่รู้จักเลย
3. KOL ที่ใช่ คือคนที่ตอบข้อกังวลของกลุ่มเป้าหมายได้ ไม่ใช่คนที่มีผู้ติดตามมากที่สุด
ผู้บริโภคให้น้ำหนักกับความน่าเชื่อถือและความเกี่ยวข้องมากกว่าจำนวนผู้ติดตาม การเลือก KOL ก่อนรู้ว่า Barrier คืออะไร จึงมักจ่ายไปกับการมองเห็นที่ไม่ได้เปลี่ยนใจใคร
สิ่งที่เราส่งมอบให้กับลูกค้า
| มิติ | สิ่งที่ส่งมอบ |
|---|---|
| Barrier รายกลุ่ม | ต้นตอของสิ่งที่ขวางการเปลี่ยน แยกตาม Segment พร้อมขนาดของแต่ละกลุ่มจากแบบสอบถาม |
| กรอบการรับรู้คุณค่า | จุดอ้างอิงที่ผู้บริโภคใช้เทียบราคาจริง และช่องว่างจากจุดที่แบรนด์ตั้งใจให้เป็น |
| ทิศทางการสื่อสาร | แผนข้อความแยกราย Segment พร้อมประเภทหลักฐานที่แต่ละกลุ่มต้องเห็น |
| แนวทางเลือก KOL | บทบาทของ KOL แต่ละประเภท และข้อกังวลของกลุ่มไหนที่แต่ละบทบาทตอบได้ |
| ตำแหน่งในตลาด | Positioning Map เทียบกับตัวเลือกอื่นในตลาดน้ำมันพืชรวม |
โปรเจกต์ของคุณมีลักษณะคล้ายกันไหม?
ถ้าแบรนด์แข็งแรงในหมวดของตัวเองแล้วแต่ยังขยายฐานกลุ่มใหม่ไม่ได้ Crowdabout ช่วยหาว่าผู้บริโภคติดอะไรอยู่ และควรเริ่มแก้ที่กลุ่มไหนก่อน
คำถามที่พบบ่อย
การวิจัยผู้บริโภคในหมวดที่ซื้อซ้ำบ่อย ต่างจากหมวดอื่นยังไง
หมวดที่ซื้อซ้ำทุกเดือนมีความเคยชินเป็นตัวแปรใหญ่ ผู้บริโภคไม่ได้เปรียบเทียบใหม่ในทุกรอบซื้อ Barrier จึงมักไม่ใช่เรื่องความรู้หรือราคา แต่เป็นกรอบที่เขาใช้เทียบและความเคยชินที่ฝังอยู่ การออกแบบคำถามจึงต้องขุดสิ่งที่เขาไม่ได้พูดเอง มากกว่าการวัดความพึงพอใจ
ทำไมต้องแบ่ง Segment ตามพฤติกรรม ไม่ใช่แค่อายุกับรายได้
คนอายุเท่ากันหรือรายได้ใกล้กันในหมวดนี้ติดคนละเรื่องกัน ขึ้นกับว่าเขาอยู่ตรงไหนของการพิจารณาเปลี่ยน การแบ่งตามพฤติกรรมและแรงจูงใจจึงได้กลุ่มที่ใช้ข้อความชุดเดียวกันได้จริง ส่วนการแบ่งตาม demographic จะได้กลุ่มที่หน้าตาเหมือนกันแต่ต้องสื่อสารคนละแบบ
Customer Insight ช่วยวางกลยุทธ์ KOL ได้ยังไง
งานวิจัยบอกว่าแต่ละกลุ่มติดอะไรอยู่ และหลักฐานแบบไหนที่เขาเชื่อ จากนั้นจึงเลือก KOL ที่ตอบข้อกังวลนั้นได้น่าเชื่อถือที่สุด การเลือกจึงอิงว่าใครมีอิทธิพลกับการตัดสินใจของกลุ่มเป้าหมายจริง แทนที่จะอิงจำนวนผู้ติดตามอย่างเดียว
ผลวิจัยนำไปปรับ Positioning ได้ยังไง
ผลวิจัยบอกว่าผู้บริโภคเอาผลิตภัณฑ์ไปวางเทียบกับอะไร เมื่อพบว่าจุดอ้างอิงที่เขาใช้ไม่ตรงกับที่แบรนด์ตั้งใจ ทิศทางจะเปลี่ยนจากการแข่งที่ราคา ไปเป็นการย้ายกรอบการเทียบแทน ซึ่งเป็นงานที่ทำได้ที่ข้อความโดยไม่ต้องแตะผลิตภัณฑ์
Crowdabout ทำวิจัยผู้บริโภค FMCG ครอบคลุมพื้นที่ไหนบ้าง
ครอบคลุมทั่วประเทศ ด้วย Online Panel ผู้บริโภคไทยกว่า 200,000 คน ที่คัดกรองตามพฤติกรรมการใช้ผลิตภัณฑ์ ช่วงอายุ รายได้ และพื้นที่ได้ตั้งแต่ต้น โครงการนี้จึงกระจายได้ครบ 13 จังหวัดตามที่ออกแบบไว้