fbpx
ส.ค. 1, 2022 • BY Crowdabout
เคล็ดลับ 60-40 ในการสร้าง Brand Personality

เมื่อทุกธุรกิจในปัจจุบันได้เข้าสู่ยุคดิจิทัลที่ไร้พรมแดน การสร้างแบรนด์ที่สามารถสร้างการจดจำให้กับลูกค้าจึงกลายเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้เพื่อให้ธุรกิจของคุณเป็น Somebody ในจักรวาลสินค้าสำหรับผู้บริโภคยุคนี้ และวิธีการถ่ายทอดแบรนด์ได้ดีที่สุดวิธีหนึ่งคือการถ่ายทอดผ่าน Brand Personality หรือบุคลิกภาพของแบรนด์ โดยเปรียบแบรนด์ให้เสมือนบุคคลนั่นเอง

ในปัจจุบัน เวลาที่ลูกค้าต้องการที่จะเลือกซื้อผลิตภัณฑ์ นอกจากปัจจัยที่เกิดจากตัวสินค้าเองแล้ว ยังมีปัจจัยอื่น เช่นตัวตน ความเป็นแบรนด์ของผลิตภัณฑ์ที่มีผลต่อการเลือกซื้อของลูกค้าเป็นอย่างมาก ดังนั้นแล้ว การพัฒนาบุคลิกภาพของแบรนด์ให้เด่นจึงสำคัญอย่างยิ่ง

Archetype ต่าง ๆ คืออะไร

คุณผู้อ่านเคยลองทำข้อสอบวัดบุคลิกภาพ MBTI กันหรือไม่ครับ? ถ้าเคย คุณผู้อ่านคงคุ้นชินกับประเภทบุคลิกต่างๆ เช่น ENFP ISTP และอื่นๆ  Archetype ก็เหมือนกับประเภทบุคลิกต่างๆเหล่านั้น แต่เป็นประเภทบุคลิกของแบรนด์แทน โดยนักจิตวิทยา Carl Jung ได้ระบุ archetype ไว้ถึง 12 บุคลิก: The Sage, The Magician, The Jester, The Ruler, The Lover, The Rebel, The Explorer, The Creator, The Caregiver, The Regular Guy, The Hero และ The Innocent

ขอบคุณภาพจาก The Orchard Agency

ในชีวิตของคนเรา หากสังเกตดีๆ คนที่น่าสนใจมักจะมีบุคลิกหลาย ๆ แบบรวมกัน ในบางสถานการณ์คนอาจจะพูดได้ว่าเราเป็นคนสุขุม แต่ในอีกสถานการณ์เราก็อาจจะเป็นคนที่ตลก สนุกสนานก็ได้เช่นกัน แต่สุดท้ายแล้วเราก็จะมีบุคลิกหลักอยู่แบบหนึ่งที่ทุกคนจะพูดเหมือนกันเมื่อพูดถึงเรา 

เช่นเดียวกันกับการทำแบรนด์ ถ้าเราต้องการที่จะสร้างแบรนด์ที่น่าสนใจ เรามักจะนำ Archetype หลายๆแบบ มาผสมผสานกันเพื่อให้ได้ Brand Personality ที่เป็นธรรมชาติและมีมิติ เราสามารถแบ่งเป็นสัดส่วนคือ บุคลิกหลัก กับบุคลิกรอง

บุคลิกหลัก คือ Archetype ที่เด่นชัดที่สุดในแบรนด์ เป็นตัวบ่งบอกลักษณะหลัก และ เป็นตัวแทนความหมายที่ต้องการให้สื่อถึงลูกค้าผ่านแบรนด์ ส่วนบุคลิกรองเป็นลักษณะที่เด่นชัดน้อยไล่ระดับลงมา โดยอาจนำมาใช้เป็น undertone ให้สื่อความหมายเพิ่มเติมได้ แม้ว่าจะไม่เด่นชัดมากก็ตาม

ในการสร้าง Brand Personality ที่ดี ตัวแบรนด์ควรจะประกอบด้วยบุคลิกหลักอย่างน้อย 60% โดยเฉพาะในส่วนที่จะบอกว่าคุณคือธุรกิจอะไร ทำอะไรเพื่อใครบ้าง เป็นส่วนที่เป็นภาพจําของลูกค้า ธุรกิจส่วนใหญ่จะใช้สัดส่วนที่กล่าวมาเพราะว่าถ้าน้อยกว่านี้ บุคลิกภาพของแบรนด์จะดูสับสนไม่ชัดเจนว่าคืออะไร ทำอะไร และจะยากในการสื่อสารกับลูกค้า เพราะเขาก็จะมีความคุ้นชินกับบุคลิกของธุรกิจประเภทต่าง ๆ

บุคลิกรองคืออีก 40% ที่เหลือ ส่วนนี้จำเป็นต้องใช้อย่างชาญฉลาด เพราะเป็นส่วนที่ใช้เพื่อสร้างความแตกต่างอย่างแท้จริง เป็นส่วนที่จะทำให้แบรนด์คุณโดดเด่นและไม่จมไปในท้องทะเลของธุรกิจประเภทเดียวกัน

แต่ละแบรนด์จะมีสัดส่วนบุคลิกหลัก – บุคลิกรองที่แตกต่างกัน ที่จะยกตัวอย่างต่อไปนี้ คือ 2 แบรนด์ที่อยู่ในกลุ่มธุรกิจและสินค้าที่มีความคล้ายคลึงกัน แต่ออกแบบมาให้บุคลิกหลักและบุคลิกรองแตกต่างกัน 

LUSH

ขอบคุณภาพจาก Soimilk

LUSH คือแบรนด์ในธุรกิจเครื่องสำอางค์และสกินแคร์จากประเทศอังกฤษ ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นไม่มีใครจำไม่ได้ หากเราวิเคราะห์บุคลิกเขียนเป็น Keywords ออกมากก็จะได้คำว่า สร้างสรรค์ สนุกสนาน มีความน่าหลงใหล โดย Brand Personality ของ  LUSH ได้ผสมผสาน 3 Archetype คือ Creator, Jester และ Lover เข้าด้วยกัน

LUSH มี Lover เป็นบุคลิกหลักของแบรนด์ในสัดส่วนประมาณ 60% ทำหน้าที่บอกว่าแบรนด์นี้ขายอะไร เป็นธุรกิจเกี่ยวกับอะไร แสดงออกมาอย่างมี Passion ผ่านสูตรและส่วนผสมต่าง ๆ ในการสร้างสินค้า แบรนด์อื่น ๆ ในธุรกิจเครื่องสำอางค์และการบำรุงผิว ความสวยงามของผู้หญิงก็นิยมใช้บุคลิกหลักนี้เช่นเดียวกัน แต่สิ่งที่ทำให้ LUSH ไม่จมและแตกต่างขึ้นมาคือการมีบุคลิกรองเป็น Creator และ Jester รวมกันในสัดส่วน 40% ที่เหลือซึ่งมีการผสมผสานกันออกมาได้อย่างพอดี 

LUSH แสดงบุคลิกของแบรนด์ผ่านผลิตภัณฑ์ประเภทต่าง ๆ การตกแต่งร้าน วิธีการสื่อสาร การใช้ภาษา รวมไปถึงการวางตัวของพนักงาน และเพลงที่เปิดในร้าน ทำให้ LUSH ไม่จำเป็นต้องมีพรีเซ็นเตอร์ แต่ก็ยังสามารถมอบความรู้สึก ประสบการณ์แก่ผู้บริโภค เหมือนเราได้เดินเข้าไปในร้านขนม หรือไปบ้านเพื่อน ที่มีความสนุกสนาน และมีความอาร์ตเหมือนเป็น Pinterest เคลื่อนที่กันเลยทีเดียว 

VICTORIA’S SECRET

ขอบคุณภาพจาก Techsauce

Victoria’s Secret มี Lover เป็นบุคลิกหลักที่กินสัดส่วนมากกว่า 80% แสดงออกจากรูปแบบผลิตภัณฑ์ การตกแต่งร้าน และการตลาดที่ออกไปในทาง Sexy มีสเน่ห์ น่าค้นหา และนำเอาบุคลิกรองที่เป็น Innocent มาเติมในสัดส่วน 20% ที่เหลือ เพื่อมาช่วยเบรกความ Sexy ไม่ให้มากล้นจนเกินไป ทำให้บุคลิกของ Victoria’s Secret ไม่ไปซ้ำกับแบรนด์ชุดชั้นในอื่น ๆ ที่ขายความเซ็กซี่เช่นเดียวกัน แบรนด์มีการออกแบบบุคลิกหลักและบุคลิกรองผสมกันออกมาได้อย่างลงตัว สะท้อนผ่านการออกแบบสินค้า โทนสี ประเภทเนื้อผ้า การตั้งชื่อสินค้า การสื่อสารของแบรนด์รวมไปถึงพรีเซ็นเตอร์ก็ต้องมีความเซ็กซี่และสดใส สนุกสนาน บริสุทธิ์เหมือนบุคลิกของแบรนด์ที่ได้ออกแบบมา

จากตัวอย่างทั้งหมด สามารถเห็นได้ว่าการใช้เทคนิค 60-40 มาประยุกต์ในแบบต่าง ๆ นั้น สามารถทำให้แบรนด์มีความแตกต่างได้ และสามารถเป็นอาวุธทางการสื่อสารที่ดีให้กับธุรกิจ 

หากชอบคอนเทนดี ๆ แบบนี้ก็สามารถติดตามพวกเราได้ ในครั้งหน้า Crowdabout จะนำเรื่องราวเกี่ยวกับธุรกิจใหม่ ๆ ที่น่าสนใจ มาให้อ่านกันอีกแน่นอน

สนใจทำวิจัยการตลาดกับ Crowdabout
เพื่อพัฒนาธุรกิจของคุณ

Phone : 097-364-6592

Tag: Brand Personalityบุคลิกแบรนด์

Crowdabout