Services

ปลดล็อกศักยภาพธุรกิจ ด้วย Insights จากผู้บริโภคจริง

กว่า 200,000 คน

Customer Insights

บริการรับทำ Customer Insight ครบวงจร เพิ่มยอดขายด้วยการเข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้ง

Brand Health Check

รับทำ Brand Audit และวิเคราะห์ แบรนด์เพื่อธุรกิจของคุณ

Growth Hacking

วางกลยุทธ์ Growth Strategy และวิเคราะห์ SWOT เพื่อธุรกิจของคุณ

Feasibility Study

รับทำ Feasibility Study บริการทดสอบ ผลิตภัณฑ์ก่อนลงตลาด

Product Testing

รับทำ Product Test บริการทดสอบ ผลิตภัณฑ์ก่อนลงตลาด

Business Idea Validation

ทดสอบไอเดียธุรกิจก่อนลงทุนช่วยคุณให้ ประสบความสำเร็จแบบไม่ต้องคาดเดาผลลัพธ์

Resources

Special topics written from

Our team’s experience

Latest Insights

บริการรับทำ Customer Insight ครบวงจร เพิ่มยอดขายด้วยการเข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้ง

Project Showcase

บริการรับทำ Customer Insight ครบวงจร เพิ่มยอดขายด้วยการเข้าใจลูกค้าอย่างลึกซึ้ง

บุคลิกแบรนด์ ที่ผสมผสานขึ้นมาจาก Archetype

การสร้าง Brand Personality คือ การสร้าง บุคลิกแบรนด์ ให้เป็นเอกลักษณ์ น่าสนใจ และน่าจดจํา การเป็นคนที่น่าสนใจมักจะมีบุคลิกหลาย ๆ แบบประกอบกันรวมขึ้นมาเป็นเรา ในบางสถานการณ์คนอาจจะพูดได้ว่าเราเป็นคนสุขุม แต่ในอีกสถานการณ์เราก็อาจจะเป็นคนคลก สนุกสนานก็ได้เช่นกัน แต่เราก็จะมีบุคลิกหลักที่ทุกคนจะพูดเหมือนกันเมื่อพูดถึงเรา 

เช่นเดียวกับการทำแบรนด์ เรามักจะนำ Archetype ที่ใช้สร้าง Personality มาผสมผสานกันเพื่อให้ได้บุคลิกที่เป็นธรรมชาติ มีมิติและน่าสนใจ โดยมักจะแบ่งเป็นสัดส่วนคือ บุคลิกหลัก กับบุคลิกรอง 

บุคลิกหลักของแบรนด์ควรจะมีขั้นต่ำ 70% เป็นอย่างน้อย เป็นส่วนที่จะบอกว่าคุณคือธุรกิจอะไร ทำอะไรเพื่อใครบ้าง เป็นส่วนที่เป็นภาพจําของลูกค้า และส่วนมากทุก ๆ แบรนด์ในตลาดธุรกิจนั้น ๆ นิยมใช้เหมือนกัน (ถ้าน้อยกว่านี้บุคลิกภาพของแบรนด์จะดูสับสนไม่ชัดเจนว่าคืออะไร ทำอะไร และจะยากในการสื่อสารกับลูกค้า เพราะเขาก็จะมีความคุ้นชินกับบุคลิกของธุรกิจประเภทต่าง ๆ)

บุคลิกรองคืออีก 30% ที่เหลือ ส่วนนี้จำเป็นต้องใช้อย่างชาญฉลาด เพราะเป็นส่วนที่ใช้เพื่อสร้างความแตกต่างอย่างแท้จริง เป็นส่วนที่จะทำให้แบรนด์คุณโดดเด่นและไม่จมไปในท้องทะเลของธุรกิจเดียวกัน

วิธีใช้ Archetype สร้างบุคลิกภาพของแบรนด์สามารถทำได้หลากหลาย ที่จะยกตัวอย่างต่อไปนี้คือ 2 แบรนด์ที่อยู่ในกลุ่มธุรกิจและสินค้าที่มีความคล้ายคลึงกัน แต่ใช้บุคลิกหลักและบุคลิกรองสร้างบุคลิกภาพของแบรนด์แตกต่างกัน 

แบรนด์ LUSH ใช้บุคลิกรอง สร้างความแตกต่างให้ตัวเอง

บุคลิกแบรนด์
Image source: soimilk

LUSH คือแบรนด์ในธุรกิจเครื่องสำอางค์และสกินแคร์จากประเทศอังกฤษ ที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นไม่มีใครจำไม่ได้ หากเคยเดินผ่านร้านหรือเคยเห็นสินค้าของ LUSH ผ่านตา หากเราวิเคราะห์บุคลิกเขียนเป็น Keywords ออกมากก็จะได้คำว่า สร้างสรรค์ สนุกสนาน มีความน่าหลงใหล เป็นการผสมผสาน 3 Archetype คือ Creator, Jester และ Lover เข้าด้วยกัน

LUSH มี Lover เป็นบุคลิกหลักของแบรนด์ในสัดส่วนประมาณ 60% ทำหน้าที่บอกว่าแบรนด์นี้ขายอะไร เป็นธุรกิจเกี่ยวกับอะไร แสดงออกมาอย่างมี Passion ผ่านสูตรและส่วนผสมต่าง ๆ ในการสร้างสินค้า แบรนด์อื่น ๆ ในธุรกิจเครื่องสำอางค์และการบำรุงผิว ความสวยงามของผู้หญิงก็นิยมใช้บุคลิกหลักนี้เช่นเดียวกัน แต่สิ่งที่ทำให้ LUSH ไม่จมและแตกต่างขึ้นมาคือการมีบุคลิกรองเป็น Creator และ Jester รวมกันในสัดส่วน 40% ที่เหลือ

ซึ่งมีการผสมผสานกันออกมาได้อย่างพอดี บุคลิกภาพแบรนด์ของ LUSH แสดงออกผ่านการสร้างรูปแบบสินค้าประเภทต่าง ๆ การตกแต่งร้าน วิธีการสื่อสาร การใช้ภาษาที่รวมไปถึงการวางตัวของพนักงาน และเพลงที่เปิดในร้าน ทำให้ LUSH ไม่จำเป็นต้องมีพรีเซ็นเตอร์ แต่ก็ยังสามารถมอบความรู้สึก ประสบการณ์แก่ผู้บริโภค เหมือนเราได้เดินเข้าไปในร้านขนม หรือไปบ้านเพื่อน ที่มีความสนุกสนาน และมีความอาร์ตเหมือนเป็น Pinterest เคลื่อนที่กันเลยทีเดียว 

แบรนด์ Victoria’s Secret ใช้บุคลิกหลัก สร้างความแตกต่างให้ตัวเอง โดยมีบุคลิกรองคอยสนับสนุน

บุคลิกแบรนด์
Image source: techsauce

Victoria’s Secret คือแบรนด์ในธุรกิจชุดชั้นในเเละสกินแคร์ เป็นแบรนด์ที่มีบุคลิกที่มีความเซ็กซี่แบบผู้ใหญ่แต่ยังมีความเป็นเด็กวัยรุ่น มีความโด่งดังมากจนมีเวทีแฟชันโชว์ชุดชั้นในของตัวเองปีละครั้ง  

หากเราวิเคราะห์บุคลิกเขียนเป็น keywords ออกมากจะได้คำว่า เซ็กซี่ มั่นใจ ขี้เล่น เต็มไปด้วยเสน่ห์และความน่าหลงใหล เป็นการผสม 2 Archetype คือ Lover และ Innocent

Victoria’s Secret มี Lover เป็นบุคลิกหลักที่กินสัดส่วนมากกว่า 80% โดยปกติบุคลิกหลักจะทำหน้าที่บอกว่าแบรนด์นี้คืออะไร ทำธุรกิจอะไร แต่ Victoria’s Secret ก็สามารถใช้บุคลิกหลักสร้างความแตกต่างให้ตัวเอง จากในกลุ่มธุรกิจเดียวกันได้เลย ทั้งที่ Lover เป็น บุคลิกหลักในกลุ่มความสวยงามเพื่อผู้หญิงอีกหลายแบรนด์นิยมใช้ และอาจด้วยข้อจำกัดทางวัฒนธรรมทำให้ตลาดชุดชั้นในผู้หญิงของประเทศไทย แทบไม่มีแบรนด์ใดกล้านำความเซ็กซี่มาเป็นจุดขาย ทำให้แบรนด์ Victoria’s Secret ยิ่งมีความโดดเด่นมากในตลาดประเทศไทย

และสิ่งที่ช่วยให้ Victoria’s Secret ยิ่งมีเสน่ห์และแตกต่างคือ การมีบุคลิกรองเป็น Innocent ในสัดส่วน 20% ที่เหลือ เพื่อมาช่วยเบรกความเซ็กซี่ไม่ให้มากล้นจนเกินไป ช่วยดึงให้บุคลิกไม่ไปซ้ำกับแบรนด์ชุดชั้นในอื่น ๆ ในต่างประเทศที่ขายความเซ็กซี่เช่นเดียวกัน บุคลิกหลักและบุคลิกรองผสมกันออกมาได้อย่างลงตัว สะท้อนผ่านทุกอย่างของแบรนด์โทนสี กลิ่น ประเภทเนื้อผ้า ภาษาการสื่อสาร การตั้งชื่อสิ้นค้าต่าง ๆ ของแบรนด์รวมไปถึงพรีเซ็นเตอร์หรือนางแบบของแบรนด์ ก็ต้องมีความเซ็กซี่และสดใส สนุกสนาน บริสุทธิเหมือนเด็กวัยรุ่นอยู่ในคนเดียวกัน

และทั้งหมดนี้คือตัวอย่างของการกำหนด Brand Personality ทั้ง 3 ตอน (ตอนที่ 1, ตอนที่ 2) เป็นหนึ่งในเรื่องราวที่น่าสนใจของการสร้างแบรนด์ที่ช่วยเสริมอาวุธทางการสื่อสารให้กับธุรกิจได้อย่างมากในปัจจุบัน ที่ทาง #Crowdabout นำมาฝากกันค่ะ ฝากติดตามว่า ครั้งหน้าเราจะนำเรื่องราวเกี่ยวกับธุรกิจและการวิจัยตลาดเรื่องไหน มานำเสนอกันอีก

ต้องการคำแนะนำ กลยุทธ์หรือทีมช่วยวิเคราะห์ปัญหา
หาทางแก้ไขเพื่อต่อยอดพัฒนาธุรกิจของคุณ

Phone : 097-364-6592